แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผิวพรรณ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

คอลลาเจน คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) เป็นคำที่มาจากภาษากรีกที่หมายถึง กาว นั่นคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นสายเกลียวแบบเส้นยาวๆ เป็นโครงสร้างหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งสามารถพบได้มากในสัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนมโดยจะพบได้ทั้งในผิวหนังส่วนนอกและอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ผังผืด (Fascia), เอ็นกล้ามเนื้อและกระดูกโดยจุดที่เป็นส่วนที่สามารถสร้างคอลลาเจนได้มากที่ สุด คือ บริเวณเซลล์สร้างเส้นใย  (fibroblast) คอลลาเจนนั้นพบได้มากมายหลายชนิด (ขึ้นอยู่กับบริเวณเนื้อเยื่อหรือบริเวณอวัยวะที่พบ) อาทิเช่น
  1. พบได้บริเวณที่ผิวหนัง
  2. พบได้ที่บริเวณกระดูกอ่อน
  3. พบได้ที่บริเวณผิวหนังที่เกิดการสร้างขึ้นใหม่หรือในเด็กทารก
  4. พบได้ในบริเวณทางเดินอาหารและเส้นเลือดต่าง ๆ
  5. พบได้ที่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์
  6. พบได้ตามบริเวณทั่วไปของร่างกาย

ฯลฯ
เมื่อคอลลาเจนถูกย่อยสลายด้วยน้ำจะทำให้เกิดการแตกตัวจนกลายเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์ Polyproline II หรือที่เราเรียกว่า เจลาติน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือเป็นตัวสร้างความแข็งแรงและสร้างความยืดหยุ่น หากผิวหนังของเรามีสิ่งเหล่านี้น้อยลงก็อาจทำให้ผิวของสาวๆ เกิดเป็นริ้วรอย (Wrinkle) ซึ่งคอลลาเจนนั้นนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหาร ยาและเครื่องสำอางด้วย



 

สำหรับการใช้งานทางการแพทย์นั้นยังเป็น ที่นิยมอย่างมากในการศัลยกรรมเพื่อความสวยความงาม โดยจะเน้นไปที่บริเวณผิวหนังซึ่งคอลลาเจนบริเวณผิวหนังที่พบมากมี 2 ประเภทคือ

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 เป็นคอลลาเจนที่สังเคราะห์ขึ้นมาเมื่อมนุษย์เริ่มโตหรือมีอายุมากขึ้น
จะขึ้นมาแทนคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่มีตอนเป็นเด็ก
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 ชนิดนี้สามารถพบได้มากที่สุดในเด็ก นั่นจึงทำให้เราเห็นได้ว่าผิวของเด็ก
นั้นจะมีลักษณะเนียน นุ่ม ตึงและดูน่ามองมากกว่าวัยอื่น ๆ
ปกติร่างกายของเราจะเริ่มมีการเสื่อมลงไปนับตั้งแต่อายุ 25 ปี (คิดเป็นร้อยละ 1.5 ต่อปี) เพราะเมื่อ
ร่างกายเกิดการสูญเสียคอลลาเจนมากขึ้น มากเกินจนกลายเป็นว่าสูญเสียมากกว่าการผลิตขึ้นมาใหม่ทำให้ผิวหนังในส่วน ต่าง ๆ เริ่มไม่กระชับ ไม่เต่งตึงจนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังของเราเกิดเป็นริ้วรอยและกลายเป็น คนผิวแห้งไปในที่สุด
ปัจจัยที่จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้คอลลาเจนเกิดการเสื่อมไวเร็วขึ้น ได้แก่
  1. รังสีจากแสงแดด (รังสียูวี)
  2. การสูบบุหรี่
  3. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. การรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของสาร
  5. การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของฮอร์โมน
ฯลฯ
อาหารที่ช่วยในการกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจน ได้แก่
  1. อาหารที่ทำจากถั่งเหลือง เนยแข็งและชีส
  2. ผักใบเขียว
  3. ผักและผลไม้ที่มีสีแดงและสีส้ม
  4. อาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า
  5. ถั่วชนิดต่าง ๆ
ประโยชน์ของคอลลาเจน ได้แก่
  1. ช่วยลดอาการปวดอักเสบของโรคข้อ
  2. ป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบในผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก
  3. สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ผนังของหลอดเลือด
  4. ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ
  5. ช่วยรักษาฟื้นฟูการสร้างกระดูกในบุคคลที่มีบาดแผลไฟไหม้
  6. ช่วยเสริมสร้างความเรียบตึงในบริเวณผิวหนัง
ดังนั้นสาวๆ คนไหนไม่อยากแก่ไว ไม่อยากผิวเหี่ยว ดูไม่สวยแล้วละก็ต้องหันมาดูแลเอาใจใส่ร่างกายของตนเองได้แล้ว เพราะหากวันนี้แม้แต่ตัวคุณเองยังไม่รักตัวคุณเอง แล้วจะมีหนุ่มๆ ที่ไหนมารักหรือสนใจในตัวคุณ ลองเริ่มตั้งแต่วันนี้ดูสิค่ะเพื่อตัวคุณเองที่จะดูดีจนหนุ่มๆ ต้องเหลียวมองจนตาค้าง



Read More

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข้อผิดพลาดในการดูแลผิว รู้ไว้แก้ไขได้ตรงจุด


          หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนรักผิวและดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่รู้ว่าทำไมผิวก็ยังดูแย่และไม่สดใสอย่างที่ต้องการเสียที รู้ไหมคะว่า การดูแลผิวไม่ใช่แค่การใช้สกินแคร์ดี ๆ มาประโคมลงผิวเท่านั้น แต่อยู่ที่การใช้ชีวิตประจำวันและนิสัยส่วนตัวของคุณเองด้วย เอาเป็นว่าหากใครที่คิดว่าดูแลผิวดีแล้วแต่ผิวก็ยังแย่อยู่ ก็มาดู 7 ข้อผิดพลาดในการดูแลผิวที่เรานำมาฝากในวันนี้กันเถอะ รู้เอาไว้จะได้แก้ไขก่อนจะสายดีกว่านะคะ

       ดื่มน้ำน้อย

          สาว ๆ หลายคนอาจจะเบื่อกับการดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ จึงไม่ค่อยจะดื่มน้ำกันสักเท่าไร แต่การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะส่งผลให้ผิวของคุณดูไม่สดใสไม่มีน้ำมีนวล ลองหันมาดื่มน้ำเยอะ ๆ จิบน้ำบ่อย ๆ และพกขวดน้ำติดตัวไปด้วยทุกที่ หรือคุณอาจจะกินผักผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น แตงกวา ส้ม หรือแตงโม ด้วยก็ได้ หากทำตามนี้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องง้อสกินแคร์ราคาแพงเลยล่ะ

       ลืมทาครีมกันแดด

          ถือได้ว่าครีมกันแดด เป็นสกินแคร์ที่สำคัญสุด ๆ สำหรับสาว ๆ เลยก็ว่าได้ เพราะครีมกันแดดสามารถช่วยป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบี ที่เข้ามาทำร้ายผิวให้เสียและดูแก่ก่อนวัย อีกทั้งหากไม่ทาครีมกันแดด ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังที่แสนจะน่ากลัวอีกด้วย เอาเป็นว่า วางครีมกันแดดไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งให้เห็นง่าย ๆ ไว้ดีกว่า จะได้ไม่ลืมเนอะ

       ไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน

          ไม่ว่าสาว ๆ จะปาร์ตี้มาหนักแค่ไหน ก็อย่าขี้เกียจล้างเครื่องสำอางให้หมดจดก่อนเข้านอนเลยนะคะ เพราะการที่คุณยังมีเครื่องสำอางอยู่บนหน้าในขณะที่นอนนั้น จะทำให้เครื่องสำอางอุดตันในรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุของสิว อีกทั้งเครื่องสำอางจะเปรอะเปื้อนไปบนหมอน จนทำให้หมอนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่หากคุณมานอนครั้งต่อไป ก็ทำให้เป็นสิวได้เหมือนกัน ฉะนั้นเสียเวลาเช็ดเครื่องสำอางสักนิดก่อนนอนดีกว่านะ

       ใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงต่อผิว

          คุณอาจจะคิดว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่ทำให้หน้าแห้งตึงนั้น หมายความว่าหน้าสะอาดหมดจดไร้สิ่งสกปรกตกค้างแล้ว แต่ความจริง การล้างหน้าจนหน้าแห้งตึงจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและเหี่ยวแก่กว่าวัย ฉะนั้นเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและอย่าลืมลงมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อล็อกความชุ่มชื้นไว้ในผิวทุกครั้งหลังล้างหน้าเสร็จด้วยนะคะ

       ขัดหน้าเป็นประจำ

          จริงอยู่ที่ว่าการขัดหน้าจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดลอกออกไป เพื่อเผยให้ผิวหน้ากระจ่างใสมากยิ่งขึ้น แต่การขัดหน้าบ่อยเกินไปหรือขัดตอนที่ผิวหน้ามีปัญหานั้นเป็นสิ่งไม่ควรทำอย่างนิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้หน้าไม่สวยใสขึ้นแล้ว ยังทำให้ปัญหาผิวลุกลามมากขึ้นไปอีกด้วย ทางที่ดีควรขัดตอนที่หน้าไม่มีปัญหาแค่เพียงสัปดาห์ละครั้งก็พอแล้ว

       ลูบสัมผัสบริเวณที่เป็นสิว

          เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนที่ประสบปัญหาสิว ก็มักจะกังวลใจต้องคอยส่องกระจกบ่อยครั้ง เมื่อเห็นสิวเจ้ากรรมบนหน้าแล้วก็อดที่จะบีบหรือลูบคลำไม่ได้ หากใครชอบทำแบบนี้ ก็ขอให้หยุดเถอะนะคะ เพราะมือของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียที่ทำให้สิวยิ่งเห่อลุกลามมากขึ้นไปอีก ถ้าอยากให้สิวหายหน้าใสก็เลิกจับเลิกบีบสิวได้แล้วจ้ะ

       ไม่ได้ดูวันหมดอายุเครื่องสำอาง

          เครื่องสำอางทุกชนิดก็มีวันหมดอายุเหมือนกัน แล้วถ้าหากคุณไม่ได้ดูวันหมดอายุของเครื่องสำอางที่มี คุณก็จะจำไม่ได้และอาจใช้เครื่องสำอางหมดอายุไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนี่แหละเป็นเหตุของการเกิดสิวและปัญหาผิวจะตามมาอีกมากมาย ฉะนั้นเมื่อซื้อเครื่องสำอางมาแล้ว ให้จดไว้เลยว่าเปิดใช้เมื่อวันไหน แล้วจะหมดอายุเมื่อไร โดยดูอายุการใช้งานได้จากที่ข้างผลิตภัณฑ์ ถ้าหมดอายุก็ทิ้งเลยอย่าไปเสียดาย


          ยอมรับมาแต่โดยดีเถอะว่า ทุกวันนี้คุณก็ยังคงทำข้อผิดพลาดดังที่กล่าวมาในข้างต้นอยู่ ถ้ารู้ว่าทำแล้วก่อให้เกิดผลเสียต่อผิว ก็หยุดทำแล้วแก้ไขใหม่ดีกว่านะคะ แล้วผิวสวย ๆ ใส ๆ จะได้อยู่คู่กับคุณไปนาน ๆ ยังไงล่ะ

ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณ จาก kapook.com
Read More

สครับผิวถูกวิธี เพิ่มความกระจ่างใส มีออร่าได้อีก


          สครับผิว วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้ผิวของคุณกระจ่างใสเรียบเนียน ยิ่งไปกว่านั้น การสครับผิวหน้าเปรียบเสมือนการนวดผิวไปในตัว ซึ่งจะทำให้รู้สึกรีแลกซ์ผ่อนคลายได้ แต่การสครับผิวหน้าที่ผิดวิธีอาจทำให้ผิวเสียมากกว่าผิวใส ฉะนั้นมาดูวิธีสครับผิวที่ถูกวิธี เพื่อให้ผิวกระจ่างใสมีออร่ากันดีกว่า รับรองว่างานนี้ผิวคุณเปล่งปลั่งเหมือนดาราแน่นอน

     ทำให้ผิวเปียกก่อนสครับ

          ก่อนที่จะลงผลิตภัณฑ์ขัดผิวจำพวกสครับลงบนผิวหนัง คุณควรที่จะทำให้ผิวเปียกเสียก่อน เพราะเจ้าเนื้อสครับที่หนืดเหนียว หากถูลงไปบนผิวที่ยังแห้งอยู่ ก็อาจทำให้เสียดสีกับผิวมากจนเกินไป ส่งผลให้ผิวหนังเป็นรอย และเกิดอาการระคายเคืองได้ 

     นวดสครับแนววงกลม

          การสครับผิวในแนววงกลม จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้นวดผิวไปในตัว แถมยังทำให้มั่นใจได้ว่าเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วทั้งหลาย จะหลุดลอกออกมาหมดจนผิวหนังของคุณเรียบเนียนเสมอกัน ซึ่งวิธีการนี้สามารถใช้ได้ทั้งกับการสครับผิวหน้า และผิวกายเลยค่ะ

     ใช้ใยบวบให้ผิวใสคูณสอง

          หากใช้นิ้วมือสครับผิวนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า และอาจไม่เห็นถึงความกระจ่างใสได้เต็มร้อย ฉะนั้นควรหาอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสครับผิวมากขึ้นอย่าง ใยบวบขัดผิว เพราะใยบวบเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพง หาซื้อง่าย และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ที่ช่วยให้ผิวมีเลือดฝาดด้วยล่ะ

     สครับแบบเบามือที่สุด

          ผิวหนังบนร่างกายของทุกคน จะมีทั้งส่วนที่แข็งแรง และส่วนที่บอบบาง ซึ่งการใช้น้ำหนักมือในการสครับผิวก็ควรแตกต่างกันออกไปในแต่ละจุดด้วย เช่น ในส่วนของผิวหน้า และลำคอที่บอบบาง เกิดการระคายเคืองง่าย ก็ควรจะสครับอย่างเบามือที่สุด ไม่งั้นริ้วรอยมาเยือนแน่ ๆ ส่วนข้อศอก หัวเข่า และเท้า ก็สามารถเพิ่มน้ำหนักเวลาทำได้ เพราะผิวส่วนนั้นมีความแข็งแรงไม่ระคายเคืองง่าย

     เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม

          ผลิตภัณฑ์ขัดผิวมีขายตามท้องตลาดมากมายหลายยี่ห้อ ฉะนั้นในฐานะผู้บริโภคอย่างคุณ ก็ต้องรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ และเหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง เช่น คนที่มีผิวแพ้ง่าย ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวที่หม่นหมอง ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีเพื่อเผยผิวกระจ่างใสยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะสวยมีออร่าอย่างที่หวังไว้แล้ว

     ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที

          ระยะเวลาในการสครับผิว ควรใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที จากนั้นก็รีบล้างออกด้วยน้ำเย็นให้สะอาดเกลี้ยงเกลาเพื่อเป็นการปิดรูขุมขน หากทิ้งผลิตภัณฑ์ไว้บนผิวจนนานเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้่ คราวนี้ล่ะ อาจเกิดเป็นรอยแดง ๆ ฝากไว้บนผิวแทนที่จะได้ผิวสวยใสอีกนะคะเนี่ย

     ทาครีมบำรุงให้ผิวสวยเต็มที่

          หลังจากสครับผิวเสร็จแล้ว คราวนี้ผิวของคุณก็จะสะอาดพร้อมรับสารอาหารดี ๆ อย่างเต็มที่ ฉะนั้นควรลงครีมบำรุงผิวทันทีที่สครับหน้าเสร็จ จะช่วยทำให้ผิวของคุณชุ่มชื้นกระจ่างใสได้เต็มที่กว่าตอนที่ยังไม่ได้สครับผิวแน่นอน


          ทว่าการขัดผิวให้กระจ่างใส ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาแพงเสมอไปนะคะ เพราะการใช้วัตถุดิบก้นครัวอย่างน้ำตาล น้ำผึ้ง กากกาแฟ หรือน้ำมันมะกอก ที่มีสรรพคุณบำรุงผิวอย่างล้นหลาม ก็ทำให้ผิวสวยกระจ่างใสได้ในราคาแสนถูกได้เหมือนกันค่ะ



ขอบคุณบทความดๆเกี่ยวกับผิวพรรณ จาก kapook.com
Read More

ว่านหางจระเข้ รักษาสิว สุดยอดสมุนไพรเพื่อหน้าใสเรียบเนียน


          ว่านหางจระเข้ รักษาสิว สำหรับสาว ๆ ที่ชอบหาสมุนไพรพื้นบ้านมาบำรุงดูแลผิวหน้าอยู่เป็นประจำ น่าจะเคยได้ยินสรรพคุณของสมุนไพรสีเขียวมากประโยชน์อย่าง ว่านหางจระเข้ มาบ้าง ว่าเนื้อวุ้นที่อยู่ภายในก้านว่านหางจระเข้นั้นมีส่วนช่วยบรรเทาอาการสิวให้ทุเลาลง ทั้งยังช่วยขจัดปัญหาผิวพรรณต่าง ๆ บนใบหน้าได้อีกด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำข้อมูลดี ๆ ของว่านหางจระเข้ รวมถึงนำสูตรรักษาสิวมาฝากกัน งั้นเราอย่ารอช้า รีบไปดูประโยชน์ดี ๆ ของสมุนไพรนี้กันเลย...

          ว่านหางจระเข้นั้น จัดเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นในเรื่องของการลดการอักเสบของผิวหนัง ได้แก่ สิว รอยแผล จุดด่างดำ รวมถึงช่วยสมานแผลบนผิวหนังที่มีการติดเชื้อเป็นแผลหนอง นอกจากนี้เนื้อว่านหางจระเข้ยังช่วยขจัดสิ่งสกปรกและรักษาสมดุลผิวให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะอีกด้วย เรียกได้ว่าเมื่อนำว่านหางจระเข้มาใช้พอกบำรุงผิวหน้าเป็นประจำจะช่วยปรับเปลี่ยนผิวหน้าที่มีปัญหาสิว จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูเรียบเนียนสดใสและเปล่งปลั่งได้โดยไม่ต้องไปซื้อครีมแพง ๆ ที่ไหนเลยล่ะค่ะ  

          สูตรรักษาสิวด้วยว่านหางจระเข้ : ก่อนที่จะนำว่านหางจระเข้มาใช้พอกหน้าทุกครั้ง ควรล้างทำความสะอาดว่านหางจระเข้ โดยนำใบว่านหางจระเข้ที่ตัดมาไปแช่น้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองออกให้หมด จากนั้นจึงนำไปปอกเปลือกออกให้หมดเหลือแต่วุ้น ล้างน้ำสะอาดอีกครั้งแล้วผึ่งไว้สักครู่หรือนำไปแช่ตู้เย็น          

      สูตรที่ 1 เนื้อว่านหางจระเข้ ½ ถ้วย

          นับเป็นสูตรเบสิกที่สาว ๆ สามารถใช้บรรเทาอาการสิวได้ทุกวัน โดยการนำเนื้อว่านหางจระเข้มาหั่นหรือปั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นจึงนำไปทาลงบนหัวสิว หรือทาบาง ๆ ให้ทั่วหน้าแบบไม่ต้องล้างออก ตื่นเช้ามาจะสังเกตได้ว่าสิวจะค่อย ๆ ทุเลาลง และเมื่อสิวหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนผิวอีกด้วย

      สูตรที่ 2 เนื้อว่านหางจระเข้ 1/4 ถ้วย + นมสด ¼ ถ้วย + ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
          เทส่วนผสมทั้งหมดลงในชามสะอาดแล้วผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะช่วยลดสิวและฟื้นฟูผิวเสียหยาบกร้านให้ดูเนียนนุ่มขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่มีทั้งสิวและผิวหน้าหมองคล้ำดูไม่สดใส

      สูตรที่ 3 เนื้อว่านหางจระเข้ 1/4 ถ้วย + ไข่ขาว 1 ลูก + น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

          ผสมวัตถุดิบทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วจึงนำมาพอกหรือมาส์กหน้าไว้ให้ทั่ว (หากส่วนผสมเหลือจะนำพอกผิวก็ได้เช่นกัน) ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยลดความมันบนใบหน้าและขจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่บนผิวบำรุงให้ผิวหน้าให้ผ่องใสไร้ปัญหาสิว


          เพราะว่านหางจระเข้ คือ สมุนไพรที่เปรียบเสมือนครีมบำรุงผิวส่งตรงจากธรรมชาติที่ประโยชน์นานับประการในการบำรุงผิวพรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นสิวด้วยแล้ว ก็ถือได้เป็นยารักษาสิวชั้นเยี่ยมที่สาว ๆ ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณ จาก kapook.com
Read More

ไข่ขาวพอกหน้า ดีท็อกซ์ผิวใสเรียบเนียนจนคุณต้องทึ่ง


         ไข่ขาวพอกหน้า เคล็ดลับดูแลผิวจากธรรมชาติ ที่ช่วยเปลี่ยนผิวหน้าของสาว ๆ ให้สวยเรียบเนียนได้ดั่งใจ แบบไม่ต้องเสียเงินทำเลเซอร์ หรือทรีทเม้นท์ให้เปลืองเงิน (ของเค้าดีจริง) !!

         นอกเหนือจากคุณประโยชน์ในเรื่องของสารอาหารและโปรตีนที่มีอยู่ในไข่ไก่แล้ว นับว่า ไข่ขาวมีประโยชน์ต่อผิวหน้าอีกหลายประการ โดยเฉพาะโปรตีนที่อยู่ในไข่ขาวดิบซึ่งมีส่วนช่วยดูดซับสารเคมี ความมัน และสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนผิว เรียกง่าย ๆ ว่าช่วยดีท็อกซ์ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว งานนี้กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้า ขอนำสูตรเด็ด "ไข่ขาวพอกหน้า" มาฝากสาว ๆ ที่อยากหน้าใสในราคาแสนประหยัดกันด้วยจ้า  

         ก่อนพอกหน้าด้วยไข่ขาว ให้สาว ๆ ล้างทำความสะอาดผิวหน้าเสียก่อน จากนั้นจึงใช้สำลีก้อน หรือปลายนิ้วค่อย ๆ แตะไข่ขาวดิบทาให้ทั่วหน้า พอกทิ้งไว้บนใบหน้า 15-20 นาที หรือทิ้งไว้จนแห้งสนิท จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำเย็นให้สะอาด ทำสูตรนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ สาว ๆ จะสังเกตได้เลยว่าผิวหน้าจะเรียบเนียนสดใสเปล่งปลั่ง สิวเสี้ยนและสิวผดจะค่อย ๆ ลดลง แถมยังแต่งหน้าได้ง่ายและติดทนนานมากขึ้น เนื่องจากผิวหน้าสะอาดหมดจดไร้ซึ่งสิ่งตกค้าง

         รู้เคล็ดลับหน้าสวยใสง่าย ๆ กันไปอย่างนี้แล้ว เห็นทีคราวนี้ใครที่ชอบรับประทานไข่ สงสัยจะต้องซื้อไข่มาตุนเพิ่มเยอะ ๆ เสียแล้วล่ะ ก็แหม..กินอร่อย แถมยังดูแลผิวได้ดีขนาดนี้ เลิฟเลย ^^


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณ จาก kapook.com
Read More

รู้จักใช้และเข้าใจ ครีมกันแดด


รู้จักใช้และเข้าใจ ครีมกันแดด (Woman Plus)

          ทุกวันนี้แดดก็ยังคงแรงอย่างต่อเนื่องนะคะ แล้วยิ่งแสงแดดเป็นตัวการทำลายผิวที่สำคัญ ทำให้เกิดผิวหนังไหม้ คล้ำ เกิดกระ ฝ้า หรือรอยเหี่ยวย่น และอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งผิวหนังได้ด้วย น่ากลัวสุด ๆ จะออกจากบ้านทีนึงก็ไม่รู้จะหาอะไรมาป้องกัน หมวกก็แล้ว ร่มก็แล้ว ทาครีมกันแดดก็แล้ว แต่เอ๊ะ ! สาว ๆ คะ ครีมกันแดดที่สาว ๆ ทาอยู่เป็นประจำนั้น เลือกได้เหมาะสมและวิธีการทาที่ถูกต้องรึยังนะ ?

เรามารู้วิธีการทำงานของครีมกันแดดกันก่อน
          ส่วนผสมในครีมกันแดดจะทำหน้าที่ในการปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยการดูดซับรังสี ป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง สำหรับคำแนะนำในการใช้ครีมกันแดด ครีมกันแดดที่ดีที่สุด คือครีมกันแดดที่สามารถที่จะป้องกันแสง UV ได้เพียงพอ สำหรับรังสี UV ก็แบ่งได้เป็น

          รังสีจาก UV-A จะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย หน้าคล้ำได้ ฉะนั้นเวลาไปทะเล แล้วผิวคล้ำเกิดจาก UV-A
          รังสีจาก UV-B Burning คือผิวไหม้แดด เกรียมแดด อย่างกรณีไปอาบแดด แล้วผิวไหม้ ผิวเกรียม เกิดจาก UV-B
          ฉะนั้นจึงต้องมีครีมกันแดดป้องกันทั้ง 2 อย่าง ทั้ง UV-A และ UV-B

แล้ว SPF คืออะไร
          SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor โดยค่าของการปกป้องแสงแดด ถูกกำหนดด้วยระบบของ SPF เอง โดยส่วนใหญ่จะคำนวณจากปริมาณจากการป้องกันรังสี UVB ตัวเลขของ SPF บ่งบอกถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากการถูกเผาไหม้จากแสงแดด ได้นานเท่าไหร่ เช่น SPF15 หมายถึง ป้องกันผิวจากการไหม้ได้ 15 เท่า เช่น ปกติคุณออกไปสู่แดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดดแล้วผิวไหม้ภายใน 20 นาที ถ้าหากทาครีมกันแดด SPF 15 แล้วจะทำให้การที่ผิวจะถูกแสดงแดดทำลายผิวให้ไหม้นั้น ต้องใช้เวลาเป็น 15 เท่าของ 20 นาที หรือประมาณ 300 นาที (5 ชั่วโมง) ผิวถึงจะถูกไหม้จากแสงแดด

          ค่า SPF สูง ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องแสงแดดได้ดีไปกว่า ค่า SPF ที่ต่ำกว่า ในความเป็นจริงแล้ว ค่า SPF สูง ๆ นั้นจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย และยังเป็นไปได้ว่าอาจจะมีผลข้างเคียงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้เช่นอาจจะเกิดผดผื่นคันได้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้สีผิวของเราไม่สม่ำเสมอ เกิดรอยด่างขึ้นได้ และยังอาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าอีกด้วย

แล้ว PA คืออะไร
ครีมกันแดดใหม่ ๆ ที่วางขายกันในตลาดมักประกอบไปด้วย UVA Filter และค่าที่วัดการป้องกันรังสี UVA เรียกว่า PA โดย PA ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA ในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานในการวัดค่าการดูดซืมของรังสี UVA ดังนั้นจึงถือเอาคำว่า PA เป็นหน่วยวัดรังสี UVA อย่างไม่เป็นทางการ ค่า PA นั้นจะมี 3 ระดับคือ PA+,PA++ และ PA+++
        PA+++ นั้นสำหรับผู้ที่ต้องการการปกป้องสูง (เจอกับแสงแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน)
        PA+ สำหรับผู้ที่ต้องการปกแสงแดด จากกิจกรรมทั่ว ๆ ไป (อาจจะไม่ได้เจอกับแสงมากนัก)
        ดังนั้นสำหรับใครที่จะต้องเจอกับแสงแดดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ให้เลือก PA++ หรือ สูงกว่านี้

จะซื้อครีมกันแดดต้องพิจารณาอะไรบ้าง
          ในปัจจุบันมีครีมกันแดดให้เลือกซื้ออย่างมากมายในท้องตลาด การเลือกครีมกันแดดที่ดีจะต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด โดยดูจากค่า SPF (sun protection factor) ซึ่งก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารังสียูวีในแดดมีอยู่ 2 ชนิด คือ UVA ซึ่งเป็นรังสีที่มีอยู่ตลอดทั้งวันตั้งแต่เริ่มมีแสงไปจนถึงพระอาทิตย์ตก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ เมื่ออายุมากขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ออกไปตากแดด แต่หากนั่งทำงานริมหน้าต่าง ก็มีโอกาสได้รับรังสี UVA ได้ รังสีอีกชนิดคือ UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวไหม้แดดและหมองคล้ำ สามารถส่งผลให้เห็นได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง

          โดยทั่วไปแล้ว การทาครีมที่มี SPF จะสามารถปกป้องได้เฉพาะรังสี UVB เท่านั้น แต่ไม่สามารถป้องกันรังสี UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอยได้ การเลือกซื้อครีมกันแดดที่ดีจะต้องเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB โดยสังเกตจากข้อมูลที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์

          นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มักมีคำถามเกี่ยวกับการเลือก SPF ว่าสูงหรือต่ำจึงจะดีกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้ว SPF ที่มากกว่า 30 ขึ้นไป ให้ฤทธิ์ของการปกป้องแสงแดดแตกต่างกันน้อยมาก โดย SPF 15 สามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 93% SPF 30 ป้องกันได้ 97% ในขณะที่ SPF มากกว่า 50 ป้องกันได้ 98% ซึ่งแตกต่างกันเพียง 1% จึงอาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF สูง ๆ

ความเข้ากันได้และเหมาะสมกับสภาพผิว
          ครีมกันแดดที่ดีจะต้องเข้าได้กับสภาพผิวหน้าของเรา สามารถกระจายได้ดี ไม่ทำให้เกิดคราบ ครีมกันแดดในปัจจุบันมีในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อครีม เจล หรือโลชั่น ซึ่งจะเหมาะกับคนที่มีสภาพผิวต่าง ๆ กัน เช่น คนผิวมันควรเลือกชนิดที่เป็นเจลหรือโลชั่น เป็นต้น

การเลือกใช้ครีมกันแดด
        ใช้ครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก เพราะรังสียูวีสามารถผ่านเมฆ และลงมือทำร้ายผิวของคุณได้แม้วันที่ไม่มีแสงแดด

        โยนครีมกันแดดหลอดเก่าทิ้งไปและซื้อครีมกันแดดหลอดใหม่ เพราะครีมกันแดดมีอายุการใช้งานได้เพียง 1 ปีหลังจากเปิดใช้

        ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อยที่สุดเท่ากับ 15 ในวันธรรมดา และควรใช้ SPF ที่มีค่าตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ในวันที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง สำหรับเด็กอายุมากกว่า 6 เดือน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ทารกที่อายุน้อยกว่านี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด

        ควรทาครีมกันแดดให้เพียงพอกับขนาดของร่างกาย อย่าขี้เหนียวครีมกันแดด (โดยปกติสำหรับผู้ใหญ่ควรทาอย่างน้อย 30 ซีซี) และสิ่งสำคัญคือห้ามลืมทาบริเวณที่ถูกแสงแดดเผาไหม้ได้ง่าย เช่น จมูกหรือหลังเท้า

        ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 20-30 นาทีก่อนออกไปสัมผัสกับแสงแดดเพราะครีมจะได้ซึมเข้าสู่ผิว และควรทาซ้ำทุก ๆ 90 นาที ถึง 2 ชั่วโมง เมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง แต่ถ้ามีเหงื่อออกหรือเพิ่งขึ้นจากน้ำควรรีบทาซ้ำทันที

          ควรใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำ สำหรับการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ และให้พิจารณาฉลากข้างกล่อง ถ้าเขียนว่า "waterproof" จะสามารถปกป้องผิวได้ประมาณ 80 นาที แต่ถ้าเขียนว่า"water resistant" จะปกป้องผิวได้ประมาณ 40 นาที สิ่งที่ควรรู้อีกประการคือ ผลิตภัณฑ์กันแดดชนิดฉีดพ่น (สเปรย์) จะถูกน้ำล้างออกได้ง่าย และรวดเร็วกว่าชนิดครีมหรือโลชั่น

          และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณยังสามารถปกป้องผิวของคุณได้ด้วยการสวมเสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวกใบใหญ่ และสวมแว่นกันแดด เพื่อลดการสัมผัสกับรังสียูวี เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็ได้รับการปกป้องและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วยค่ะ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณ จาก kapook.com
Read More

บำรุงผิวด้วยวัตถุดิบก้นครัว ผิวเนียนใสจากธรรมชาติ



          การบำรุงผิว เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้หญิงทุกคนมักทำกันเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่ครีมบำรุง หรือมาส์กหน้าคุณภาพดี ก็ไม่ใช่ว่าจะราคาถูกเสียเมื่อไรกัน ถ้าหากคุณสามารถหยิบวัตถุดิบใกล้ตัวมาใช้บำรุงผิว และให้ผลลัพธ์เท่ากับสกินแคร์แบรนด์ดังได้ จะช่วยให้ผิวของคุณสวยใสเรียบเนียน แถมยังประหยัดเงินไปซื้อเครื่องสำอางแต่งเติมเพิ่มความสวยอีกได้ด้วย วันนี้เราจึงนำวิธีบำรุงผิวจากวัตถุดิบก้นครัวที่หาง่าย และหาซื้อได้ในราคาประหยัดมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง

          เรียกได้ว่าน้ำผึ้งบริสุทธิ์จากธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อให้หน้าขาวกระจ่างใสได้ดีสุด ๆ แล้ว และเมื่อนำไปผสมรวมกับน้ำมะนาว ยิ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้หน้าขาวมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นลองใช้วัตถุดิบ 2 อย่างนี้มาผสมรวมกัน แล้วนำมามาส์กหน้าเอาไว้ จะช่วยทำให้ผิวขาวใสเรียบเนียนเสมอกันได้

ข้าวโอ๊ตผสมโยเกิร์ต

          หากมาส์กหน้าด้วยข้าวโอ๊ตกับโยเกิร์ตผสมกัน จะช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกไปได้ ผลลัพธ์ก็คือหน้าของคุณจะนุ่ม รวมทั้งผิวที่ดูหยาบกร้านมานานก็จะดูค่อย ๆ เนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้โยเกิร์ตยังจะช่วยทำให้สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอกันดูค่อย ๆ เนียนเข้ากันมากขึ้น

อัลมอนด์ผสมนมสด
          เซลล์ผิวที่ตายไปแล้วแต่ยังคงเกาะอยู่บนผิวหนังของคุณ ทำให้ผิวดูหมองไม่สดใส ฉะนั้นการขัดผิวเป็นประจำจะช่วยทำให้ผิวของคุณดูสุขภาพดี ลองนำเมล็ดอัลมอนด์ป่นและนมสดผสมรวมกัน แล้วนำมาขัดผิวหน้า และผิวกาย จากนั้นล้างด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะดูเรียบเนียนกระจ่างใสไม่หมองอีกต่อไปแล้ว

ไข่ขาวผสมน้ำผึ้ง

          เชื่อไหมคะว่า ไข่ขาวเป็นวัตถุดิบก้นครัวที่ใช้บำรุงผิวหน้าได้สารพัดอย่าง และก็ยังช่วยให้ผิวของคุณเนียนนุ่ม และกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย เพียงแค่นำไข่ขาวมา แล้วหยดน้ำผึ้งลงไปเพียงเล็กน้อย และเพิ่มประสิทธิภาพลงไปด้วยแป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา จากนั้นก็นำมามาส์กให้ทั่วหน้า เพื่อใบหน้ากระจ่างใสเนียนนุ่มได้เลยจ้า


          เห็นไหมล่ะคะว่า การบำรุงผิวให้เนียนนุ่มกระจ่างใสได้นั้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งสกินแคร์แบรนด์ดังแต่อย่างใด เพราะหากว่าคุณลองเดินเข้าไปในครัวแล้วหากวัตดุดิบเหล่านี้นำมาผสมผสานกัน คุณก็จะได้สกินแคร์บำรุงผิวใช้เอง แบบประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้เยอะเลยค่ะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพจาก kapook.com
Read More

ไข่แดงพอกหน้า สูตรผิวนุ่มชุ่มชื่นจากธรรมชาติ


          ไข่แดงพอกหน้า สูตรเด็ดบำรุงผิวหน้า ที่ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวที่มีปัญหาให้สวยสดใสได้อย่างเร่งด่วน สาว ๆ คนไหนอยากหน้าใสในราคาสบายกระเป๋า ...ห้ามพลาดนะจ๊ะ !
          ใครที่กำลังมองหาวิธีที่ช่วยดูแลผิวหน้าให้สวยใส แบบไม่ต้องเข้าคลินิกเสริมความงามให้ยุ่งยากและเสียเวลา เราขอแนะนำสูตรความงามง่าย ๆ ที่หาได้จากก้นครัวอย่าง ไข่แดง มาเป็นตัวช่วยเนรมิตความสวยใสให้หน้าดูเกลี้ยงเกลา และกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ  ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

          สำหรับวิธีการพอกหน้าด้วยไข่แดงนั้น ให้ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงนำไข่แดงที่เตรียมไว้ (แนะนำว่าควรเลือกใช้ไข่แดงที่ค่อนข้างสดใหม่) มาพอกทิ้งไว้ให้ทั่วหน้า 15 นาทีหรือรอจนแห้ง จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วตามด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง ทำเป็นสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง วิตามินเอ, ดี, บี1, บี2 และสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในไข่แดง จะตรงเข้าบำรุงให้ผิวพรรณดูนุ่มนวล ลดปัญหาผิวหยาบกร้านขาดน้ำให้เอิบอิ่มสดใส ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนล้าทรุดโทรมให้กลับมาเปล่งปลั่งชุ่มชื่นได้อีกด้วย

          งานนี้หากใครอยากเสริมประสิทธิภาพการบำรุงของไข่แดงให้มากขึ้นอีกสักหน่อย อาจเติมน้ำมันมะกอก นมสด หรือน้ำผึ้งลงไปสัก 1-2 ช้อนชาก็ได้เช่นกันนะคะ รับรองผิวสวยใสแบบยกกำลังสองแน่นอนจ้า


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
Read More

15 ทริคแต่งหน้าสุดแจ่ม ที่ผู้หญิงทุกคนไม่รู้ไม่ได้แล้ว


          ทริคการแต่งหน้า ถือเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และเป็นทางลัดให้คุณผู้หญิงทั้งหลายสามารถแต่งหน้าสวย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสวยเป๊ะแบบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย ที่สำคัญยังช่วยให้ประหยัดเงินไปได้มากทีเดียว เพราะถ้าหากรู้เทคนิคการผสมผสานเครื่องสำอาง คุณก็จะได้เมคอัพชิ้นใหม่ ๆ มาใช้มากมายไม่รู้จบ ฉะนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำ 15 ทริคแต่งหน้าสุดแจ่มมาฝากสาว ๆ ทุกคนค่ะ รับรองเด็ดทุกข้อ ไม่รู้ไม่ได้แล้วนะเนี่ย

1. เปลี่ยนดินสอเขียนขอบตาเป็นเจลไลน์เนอร์
          หากกำลังอยากได้เจลไลน์เนอร์ไว้เขียนขอบตา อย่าพึ่งใจร้อนออกไปซื้อนะคะ แค่เพียงนำอายไลน์เนอร์แบบดินสอที่คุณมี ไปวางไว้ใกล้เปลวไฟสักครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 15 วินาที คุณจะสังเกตเห็นว่าดินสออายไลน์เนอร์จะมีความข้นหนืดกว่าเดิม เท่านี้ก็จะได้เจลไลน์เนอร์เก๋ ๆ ใช้เองโดยไม่ต้องไปซื้อมาให้เปลืองเงินเลย

2. อายไลน์เนอร์ขาวช่วยให้สีอายแชโดว์แซบขึ้น

          ถ้าบนโต๊ะเครื่องแป้งของคุณไม่มีอายแชโดว์สีฉูดฉาดเด่น ๆ เลยสักอัน ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อใหม่หรอกค่ะ เพียงแค่ใช้อายไลน์เนอร์สีขาวทาลงไปให้ทั่วเปลือกตา แล้วค่อยลงอายแชโดว์สีธรรมดาที่คุณมีทับลงไป ก็จะเปลี่ยนสีอายแชโดว์เดิมให้แซบขึ้นได้ในพริบตา คราวนี้แหละมีอายแชโดว์สีธรรมดาแค่พาเลตเดียว ก็แซบได้ทุกปาร์ตี้แล้ว

3. ร่างแบบก่อนกรีดอายไลน์เนอร์

          การกรีดอายไลน์เนอร์หางเฉี่ยว ๆ หรือที่เรียกว่าแบบแคทอาย จะช่วยทำให้ตากลมโตน่ารัก แต่ผู้หญิงหลายคนอาจคิดว่าการกรีดแบบนั้นดูยากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วคุณสามารถทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่วาดโครงอายไลน์เนอร์ให้เฉี่ยวออกไปที่หางตาก่อน จากนั้นค่อยนำอายไลน์เนอร์มาถมดำให้ทั่ว แค่นี้ก็เปรี้ยวเข็ดฟันแล้ว

4. ใช้ด้ามช้อนช่วยตวัดหางอายไลน์เนอร์
          สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดกรีดอายไลน์เนอร์ อาจจะยังมือไม่นิ่งพอที่จะเนรมิตหางอายไลน์เนอร์คมกริบ แต่คุณสามารถใช้ช้อนกินข้าวนี่แหละมาช่วยได้ โดยใช้ด้ามช้อนวางทาบไปตามแนวหางตา แล้วกรีดอายไลน์เนอร์ตามแนวด้ามช้อนได้เลย จะกรีดแบบหางสั้น หรือยาวคุณก็ครีเอทได้ตามใจเลยจ้า 

5. คัดเบ้าง่าย ๆ ด้วยแฮชแท็ก

          อย่าเพิ่งงงกันไปนะคะว่าแฮชแท็ก (#) เครื่องหมายที่นิยมใช้กันในโลกโซเชียลมาเกี่ยวอะไรกับการคัดเบ้าตา ลองใช้ดินสอเขียนขอบตาวาดแฮชแท็กเอียง ๆ บนเปลือกตา (ค่อนไปทางหางตา) จากนั้นใช้แปรงอายแชโดว์เบลนด์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน คุณก็จะได้เบ้าตาลึกที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ไม่ต้องเสียเวลาบรรจงทำให้เหนื่อยเลย

6. ใช้ช้อนป้องกันมาสคาร่าเลอะ

          เคยเป็นไหมคะ เวลาที่ปัดมาสคาร่าอยู่ดี ๆ เจ้าแปรงมาสคาร่าก็เผลอไปโดนเปลือกตากลายเป็นจุดดำ ๆ ซะงั้น ทางที่ดีควรหยิบช้อนมาช่วยดีกว่า โดยนำหลังช้อนมาวางไว้ด้านหลังขนตาให้เป็นเกราะกำบังระหว่างขนตา และเปลือกตา คราวนี้ปัดอย่างไรก็ไม่มีทางเลอะเทอะอยู่แล้ว

7. ขนตางอนขึ้นด้วยไดร์เป่าผม
          หากลองพยายามหามาสคาร่าที่ใครว่าดีมาใช้ แล้วขนตาก็ยังไม่งอนขึ้นอย่างที่ต้องการเสียที ลองใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้ยางที่ดัดขนตาร้อน จากนั้นค่อยนำไปใช้ รับรองว่าขนตาของคุณจะงอนงาม ปัดมาสคาร่าทับอีกครั้งก็สวยเริ่ดไม่ง้อขนตาปลอม

8. แป้งฝุ่นช่วยให้ขนตาเกาะติดกัน

          สังเกตไหมคะ เวลาที่ปัดมาสคาร่าธรรมดา ๆ ขนตาจะเป็นซี่ห่างกันดูแล้วไม่หนาเอาเสียเลย ลองปัดแป้งฝุ่นโปร่งแสง (Translucent Powder) ลงบนขนตาบาง ๆ แล้วค่อยปัดมาสคาร่าตามดูสิคะ เพราะแป้งฝุ่นโปร่งแสงช่วยทำให้ขนตาเกาะติดกัน จนไม่มีช่องว่างให้เห็น ทีนี้ล่ะ ขนตาจะเป็นแพหนาดกดำสวยได้อีก 

9. กิ๊บดำช่วยติดขนตาปลอม

          หากใช้กาวติดขนตาปลอมแบบที่ไม่มีพู่กันมาให้  ปัญหาจะต้องเกิดทุกที เพราะมันจะไหลเยิ้มและทำให้ทากาวได้ไม่เท่ากัน บางทีก็ตรงหางตากาวเยอะเกินไปบ้าง หัวตาไม่มีกาวเลยบ้าง ฉะนั้นลองใช้ปากกิ๊บดำจุ่มกาวมาแล้วทาไปตรงขอบขนตาปลอม จากนั้นก็ติดลงไปบนขนตา รอสักพักหนึ่งค่อยลืมตา รับรองว่าคราวนี้ติดแน่นไม่มีตรงไหนเผยอหลุดออกมาแน่นอน

10. แป้งฝุ่นช่วยให้ลิปสติกติดทนนาน
          ปัญหาที่ผู้หญิงหลายคนมักบ่นกันบ่อย ๆ คือเวลาทาลิปสติกแล้วไม่ติดทนทั้งวัน ลองเปลี่ยนจากการปาดลิปสติกลงไปธรรมดา ๆ เป็นแป้งฝุ่นโปร่งแสงเข้ามาช่วยดีกว่า เริ่มจากทาลิปสติกให้ทั่วริมฝีปากก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นใช้ทิชชู่ปิดทับลงไป แล้วใช้แปรงแตะแป้งฝุ่นโปร่งแสงมาปัดบนริมฝีปากที่มีทิชชู่กันอยู่ จากนั้นทาลิปสติกซ้ำอีกรอบ แค่นี้ปากของคุณก็จะสวยทั้งวัน สีลิปสติกไม่หลุดลอกชัวร์

11. ลิปกลอสทำเองก็ได้ง่ายจริง

          ไอเทมที่ช่วยเพิ่มความเงาวาวดูหรูหราอย่าง ลิปกลอส ก็สามารถทำใช้เองได้ไม่ยาก เพียงแค่นำปิโตรเลียมเจลลี่มาใส่ช้อนไว้เล็กน้อย จากนั้นเทผงพิกเมนต์ หรือ ผงแต่งหน้ามิเนอรัล (MMU) สีที่ต้องการลงไปผสมกัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ลิปกลอสที่ทำได้ด้วยตัวเองใช้แล้ว เก๋ล่ะสิ

12. ปาดลิปสติกให้เนี้ยบด้วยตัวอักษร X

          หากวันไหนต้องการความเนี้ยบเป๊ะบนริมฝีปาก ให้ลองใช้ลิปสติกเขียนเป็นตัวอักษรเอ็กซ์ (X) ตรงส่วนรอยหยักของริมฝีปากบน (Cupid's Bow) เพื่อเป็นไกด์ไลน์ว่าควรเริ่มปาดลิปสติกจากตรงนี้ จากนั้นก็ทาลิปสติกได้ตามปกติ ก็จะได้ปากที่มีความเนี้ยบคมมากขึ้นกว่าวิธีทาลิปสติกธรรมดา

13. วาดสามเหลี่ยมไว้ ปกปิดรอยคล้ำตาได้หมด

          สำหรับสาวที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำ หรือถุงใต้ตาเยอะ ก็สามารถใช้คอนซีลเลอร์มาปกปิดไม่ให้เห็นร่องรอยอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้นได้ แต่ถ้าลงคอนซีลเลอร์ไม่ถูกวิธี จะทำอย่างไรร่องรอยเหล่านั้นก็ไม่อาจจะหายไปได้ ดังนั้นลองใช้พู่กันแตะคอนซีลเลอร์แล้วนำมาวาดเป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำ โดยอิงขอบตาล่างให้เป็นฐานสามเหลี่ยม และให้ยอดแหลมของสามเหลี่ยมทิ่มลงมาถึงแก้ม จากนั้นก็ใช้นิ้วเกลี่ยให้เนียนเรียบไปกับผิว เพียงเท่านี้ดวงตาก็จะสดใสไร้ปัญหาแล้ว

14. หาตำแหน่งให้เจอก่อนเฉดดิ้งหน้า
          แน่นอนอยู่แล้วว่าการเฉดดิ้งหน้า เป็นเทคนิคเทพ ๆ ที่ทำให้หน้าของคุณเรียวเล็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ แต่การจะลงเฉดดิ้งได้นั้น คุณต้องรู้ก่อนว่าตำแแหน่งที่ควรลงเฉดิ้งจริง ๆ ของคุณอยู่ตรงไหน ด้วยการใช้ด้ามแปรงแต่งหน้ามาวางทาบข้างใต้โหนกแก้ม โดยวางแบบให้ปลายแปรงอยู่ตรงขมับ ผิวหน้าส่วนที่อยู่ใต้ด้ามแปรงก็คือส่วนที่คุณทำเฉดดิ้งหรือปัดบรอนเซอร์นั่นเอง แค่นี้่ก็ได้หน้าเรียวสมใจแล้วเนอะ

15. กระดาษรองฝาชักโครกช่วยซับมัน

          ทริคนี้อาจจะฟังดูน่ายี้ไปหน่อย แต่ความจริงแล้วกระดาษรองฝาชักโครกสามารถช่วยซับมันให้คุณได้อยู่หมัดเลยทีเดียว หากกำลังจะเดินไปเติมแป้งในห้องน้ำ ก็ไม่ต้องพกกระดาษทิชชู่ หรือกระดาษซับมันให้ยุ่งยาก แค่เพียงตรงเข้าไปหยิบกระดาษรองฝาชักโครกมา แล้วนำมาซับน้ำมันส่วนเกินบนหน้า จากนั้นก็เติมแป้งสักนิดก็สวยเหมือนเดิมแล้วจ้า


          ทริคแจ่ม ๆ แบบนี้ สาว ๆ ที่รักการแต่งหน้าทุกคนไม่ควรพลาดเลยทีเดียว นอกจากจะช่วยให้การแต่งหน้าสนุกสนานขึ้นแล้ว ยังประหยัดเงินไปได้เยอะเลย เพราะคุณสามารถหาของอย่างอื่นมาทดแทนได้ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มให้เปลือง แหม ช่างสอดคล้องกับคำว่า สวยและรวยมากจริง ๆ เลยเนอะ อิอิ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก kapook.com
Read More

สิวขึ้นที่ปาก รับมืออย่างไรดี



เคยเป็นกันบ้างไหม "สิวที่ปาก" ใครที่เคยเป็น ต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ ๆ ว่า มัน เจ็บ มาก ! จะบีบก็เจ็บเจียนตาย จะปล่อยไว้ก็น่ารำคาญ ทีนี้จะทำอย่างไรกันดี
          สิวที่ปาก เป็นลักษณะสิวเม็ดเล็กขึ้นอยู่บริเวณรอบ ๆ ปาก หรือมุมปาก บางทีก็จะเป็นสิวหัวขาว ๆ ขึ้นยิบยับแถว ๆ ปากของเรา สำหรับสิวที่ปากมักจะเกิดกับผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะเรื่องการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่ก่อนมีประจำเดือนกับหลังมีประจำเดือน ฮอร์โมนของผู้หญิงจะมีการขึ้นลงแรงเหมือนดัชนีหุ้น แต่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็มีผลต่อการเกิดสิวรอบปากได้ทั้งสิ้น ทีนี้มาดูสาเหตุหลักของการเกิดสิวที่ปากกันว่ามีอะไรกันบ้าง

สาเหตุของการเกิดสิวที่ปาก
1. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วยก่อนและหลังมีประจำเดือน (ข้อนี้เป็นปัจจัยหลัก)
2. การแพ้เครื่องสำอางที่ใช้ โดยเฉพาะลิปสติกที่ใช้ทาปาก
3. การทายาแก้สิวที่มีสารเสตียรอยด์
4. ความมันและความสกปรกที่เกิดจากการกินอาหาร
5. ภาวะผิวแห้งบริเวณรอบปาก ที่อื่นไม่ค่อยแห้งแต่มาแห้งที่ปาก

การรักษาอาการสิวที่ปาก
1. งดทาครีม ลิปสติก หรือเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่ไปรบกวนสิวบริเวณปาก เพื่อลดการกระตุ้นการเกิดสิวมากขึ้น
2. ทาครีมละลายสิวเพื่อทำให้สิวหลุดลอกออกไป พวก Benzac เลือกที่มีความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อนก็ได้สัก 2.5% ก่อน หรือทายาแต้มหัวสิว เช่น Clinda M , Clindarin gel แต้มบริเวณที่เป็นสิว
3. ทามอยเจอไรเซอร์เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้บริเวณรอบ ๆ ปาก เพราะสาเหตุการเกิดสิวที่ปากบางครั้งก็เพราะผิวบริเวณรอบปากของเราแห้งจนเกินไป
4. อย่าไปรบกวนสิวมากนัก อย่าพยายามไปจับ หรือไปกดมัน เพราะอาจจะทำให้ลุกลามมากขึ้น
5. พยายามหลีกเลี่ยงการกินของมัน เพราะมันจะไปกระตุ้นการเกิดสิวที่ปากมากขึ้น และหลังจากกินอาหารเสร็จควรเช็ดหรือล้างปากให้สะอาด เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคบริเวณรอบ ๆ ปาก
6. เปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้ บางครั้งเราอาจจะแพ้สารในยาสีฟันได้ เช่น สารฟลูออไรด์ที่อยู่ในยาสีฟัน อาจจะลองเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันที่ไม่มีสารฟลูออไรด์แทนก็อาจจะช่วยได้

          รู้วิธีการรักษาอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเอาไปใช้กันนะ จะได้หายจากการเป็นสิวที่ปาก เพราะเข้าใจว่ามันเจ็บมาก ๆ เลยล่ะทุกคน


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก emaginfo.com
Read More

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้าง


รูขุมขนกว้างใครๆ ก็ไม่อยากมีใช่ไหมค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้การแต่งหน้าทำได้ไม่เรียบเนียน ใช้แป้งอะไรก็ปกปิดไม่มิดแล้วรูขุมขนกว้างยังทำให้หมดความมั่นใจไปอีกโข ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ผิวพรรณของเราก็เริ่มที่จะล่วงโรยและไม่กระชับไปตามวัย

รูขุมขนกว้างก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องพบเจอตามวัยที่มากขึ้นกันอยู่แล้ว แต่หากว่าเกิดก่อนวัยอันควรล่ะค่ะมีสาเหตุมาจากอะไรกันบ้างเอ่ย…? จะเฉยให้ฟังกันเดี๋ยวนี้และค่ะ
ปัญหาที่ 1 แน่นอนค่ะว่าเกิดจาก “วัย หรือ อายุ” ที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเองค่ะ เกิดการการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวทั้งหลายที่ทำงานช้าลงไม่ซ้อมแซมส่วนต่างๆ ได้ดั่งใจเหมือนตอนยังเป็นวัยรุ่นอยู่ค่ะ หากเราไม่เตรียมรับมือกับสิ่งนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเกิดปัญหารูขุมขนกว้างก่อนวัยอันควรค่ะ ฉะนั้นการเลือกครีมหรือผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวจึงเป็นส่วนที่สำคัญมากทีเดียวค่ะ
ปัญหาที่ 2 สิ่งที่ต้องเจอทุกวันนั้นคือ “แสงแดดและมลภาวะ” นั่นเองค่ะ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวและการอุดตันของผิวเป็นสาเหตุให้รูขุมขนกว้างเนื่องจากแสงแดดเป็นตัวการทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ใต้ผิวหนังซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวของเรายืดหยุ่นและกระชับผิวได้เป็นอย่างดี มลภาวะทำต่างๆ ทำให้เกิดสิ่งสกปรกมาอุดตันบนผิวทำให้เป็นสิวและเป็นสาเหตุทำให้รูขุม
ขนกว้าง หากไม่รู้จักทำความสะอาดผิวหน้าที่ถูกวิธีและการบำรุงผิวหน้าที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ปัญหานี้มาเป็นเพื่อนคู่ผิวคุณแน่ๆ ค่ะ
ปัญหาที่ 3 กิจวัตรประจำวันที่เราต้องทำกันทุกวันค่ะ นั่นคือ “การทำความสะอาดผิวหน้า หรือ การล้างหน้า” นั่นเองค่ะ คุณรู้หรือไม่ว่าการดูแลผิวหน้าหรือการทำความสะอาดผิวที่ผิดวิธีนั้นเป็นปัญหาให้คุณเกิดรูขุมขนกว้างอย่างไม่รู้ตัว แล้วยิ่งคุณไม่ยอมล้างด้วยแล้วต่อมความมันใต้ผิวหน้าจะมีการผลิตน้ำมันที่มากเกินความจำเป็นขึ้นมาเป็นเหตุทำให้รูขุมขนจึงต้องขยายใหญ่เพื่อรองรับน้ำมันที่มากขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณเกิดรูขุมขนกว้าง ฉะนั้นแล้วควรล้างหน้าอย่างน้องวันละ 2 ครั้ง หากใช้เครื่องสำอางค์ทุกวันก็อย่าลืมหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างเครื่องสำอางค์โดยเฉพาะมาทำความสะอาดเคลียร์ผิวหน้าของคุณด้วยล่ะ ควรขัดผิวหน้าบ้างอย่างอ่อนโยนเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่ให้สะสมอยู่บนผิวหน้าเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุของรูขุมขนกว้างด้วยนะค่ะ
สุดท้ายเลยค่ะ ปัญหาที่ 4 “พันธุกรรม” กับ “กรรมพันธุ์” หากว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ของคุณเป็นคนที่มีรูขุมขุนกว้าง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่คุณจะมีรูขุมขนกว้างเช่นเดียวกันกับท่าน แต่หากคุณรู้จักที่จะดูแลผิวหน้าของคุณเป็นอย่างดีปัญหานี้ก็ยังคงมีทางออกอยู่นะค่ะ ซึ่งสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากไม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตขึ้นมา เช่น ครีมบำรุง เซรั่ม เลเซอร์ ฯลฯ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก gigail.com
Read More

ขอบตาดำคล้ำม๊าก…มาก มาดูสาเหตุกัน

มีใครกันบ้างเอ่ยที่กำลังประสบปัญหากับขอบตาดำคล้ำกันถึงขั้นสุดขีดกันแล้วบ้างเอ่ย วันนี้เราจะพามารู้จักกับสาเหตุและวิธีป้องกันรวมถึงวิธีการรักษาให้ขอบตาดำคล้ำนั้นให้กลับมาสดใสดั่งเดิมค่ะ ฉะนั้นแล้วสาวๆ ห้ามพลาดกันเลยนะจ๊ะ
ปัญหาขอบตาดำคล้ำนั้นมักจะสามารถเกิดได้กับหลากหลายสาเหตุค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ที่มักจะประสบกับปัญหานี้คงไม่วายที่จะต้องกลุ้มอกกลุ้มใจมากกว่าคุณหนุ่มๆ อย่างแน่นอนค่ะ แต่ถ้ายิ่งเป็นสาวๆ วัยทำงานด้วยแล้วส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหานี้นั้งคงจะหนีไม่พ้นจากการทำงานหนัก นอนดึก หรือก็อดนอนนั่นเองค่ะ นอกจากสาเหตุแบบนี้แล้วก็ยังคงมีสาเหตุหลักแบบอื่นๆ กันอีก อาทิเช่น กรรมพันธุ์ของเรานั้นเองค่ะถ้าคุณพ่อคุณแม่ของเรานั้นเคยเป็นโรคของตาดำคล้ำแล้วล่ะก็คงไม่ต้องสงสัยกันเลยว่าทำไมเราถึงมีขอบตาดำคล้ำเพราะพันธุ์กรรมทำให้เราเป็นอย่างนั้นแน่นอนค่ะแต่ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงกันไม่ได้นะค่ะ และการไหลเวียนโลหิตใต้ตาที่ผิดปกติซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งในการทำให้ใต้ตาคล้ำแถมในบางรายนั้นยังเห็นเป็นเส้นเลือดฝอยๆ ที่ชัดเจนอีกด้วยค่ะ
การขยี้ตาบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลังที่ทำให้เกิดการกระตุ้นให้โลหิตให้ไหลเวียนผิดปกติและเป็นเหตุให้ใต้ตาคล้ำได้นั่นเองค่ะ หรือแม้กระทั้งการแพ้สารเคมีหรือครีมบำรุงหน้าที่เราได้ใช้กันอยู่ทุกวันก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้ใต้ตาคล้ำได้เช่นเดียวกันค่ะ แน่นอนว่าในส่วนของผิวใต้ตานั้นเป็นผิวช่วงที่บอบบางมากสุด ฉะนั้นแล้วผิวตรงส่วนนี้จึงต้องการการดูแลที่เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่นนะค่ะ ฉะนั้นแล้วอย่าลืมมองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะกับผิวใต้ดวงตาเท่านั้นนะค่ะ ถึงจะเป็นได้รับการดูแลที่ถูกจุดและเจาะจงเป็นอย่างดี เพราะว่าผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงเค้ามักจะใส่ใจและพิถีพิถันมีการรักษาที่ตรงจุดนั้นๆ เป็นพิเศษอยู่แล้วค่ะ และเพื่อให้ดวงตาของคุณสาวๆ กลับมาสดใสฟรุ้งฟริ้งกันอีกครั้งก็อย่าลืมที่จะทำตามคำแนะนำกันด้วยนะค่ะ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก gigail.com
Read More

เคล็ดลับบรรเทาผิวแห้ง


หากผิวของคุณ แห้ง ตึง โดยเฉพาะสาวๆที่อยู่แต่ในห้องแอร์ทั้งวัน หรือในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ จนบางคนอาจจะถึงขั้นผิวลอกเป็นขุยๆกันเลยทีเดียวค่ะ ความเย็นก็มีผลกับการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวได้เช่นกัน มาดูวิธีรับมือกับปัญหาผิวแห้งกันดีกว่าค่ะ  
1. สวมใส่ผ้าฝ้ายและเส้นใยธรรมชาติ จะดีกว่าเพราะจะช่วยปกป้องลมหนาวที่ทำให้ผิวแห้งตึงและให้ความอบอุ่นได้ดีค่ะ
2. ดื่มน้ำปริมาณ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อเติมความชุ่มชื่นจากภายในให้ร่างกายค่ะ
3. ทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 กรดไขมันที่จำเป็นต่อรางกายซึ่งจะสามารถเสริมสร้างน้ำมันที่ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติของผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นไม่แห้งตึงค่ะ อาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ได้แก่ ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, วอลนัทและน้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น
4. ทาครีมบำรุงที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นเป็นประจำเช้าเย็น ถ้าอยู่ในห้องแอร์นานๆ หรือช่วงเดินทางไปต่างประเทศทาได้ทุกครั้งเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้งตึงค่ะ
5. หากมีอาการผิวแห้งแตกมากเกินไปแม้แต่ครีมบำรุงก็เอาไม่อยู่ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทันทีค่ะ
เพียงแค่ 5 เคล็ดลับเหล่านี้ก็ช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื่นไม่แห้งตึงแถมยังนุ่มเนียนสวยได้ทุกเมื่อค่ะ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก everydaymethailand.com
Read More

ระวังผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้นเมื่ออาบน้ำอุ่นเป็นประจำ



สำหรับสาวๆ บางคนการอาบน้ำอุ่นไม่ได้เป็นทางเลือกเฉพาะในวันที่มีอากาศเย็นเท่านั้น บางคนอาบน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวันเพราะรู้สึกว่าช่วยทำให้ผ่อนคลาย แต่การอาบน้ำอุ่นบ่อเกินไปทำให้ผิวของคุณขาดความชุ่มชื่นได้นะคะ เรามีเคล็ดลับการดูแลผิวไม่ให้แห้งเมื่อคุณอาบน้ำอุ่น มาฝากค่ะ  
 
 1. น้ำอุ่นอาบได้ค่ะ แต่อย่าอาบนาน เพราะว่าน้ำอุ่นจะขับไล่ไขมันที่ดูแลผิวของเราทำให้ผิวแห้งตึง และถ้าไม่อยากให้ผิวแห้งมากก็อย่าอาบน้ำที่ร้อนจัดเกินไปยิ่งน้ำมีอุณหภูมิสูงเท่าไหร่ผิวเราก็จะยิ่งแห้งมากเท่านั้นค่ะ ถ้าหลีกเลี่ยงน้ำอุ่นไม่ได้จริงๆ ให้ผสมน้ำอุ่นให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิน้ำปกติมากที่สุด คือไม่ควรจะร้อนมากเกินไป ให้ใกล้เคียงกับการอาบน้ำก๊อกธรรมดานี่แหละค่ะ แต่ถ้าเข้าหน้าหนาวก็ผสมน้ำอุ่นกำลังดี และควรจะปรับน้ำให้ไม่ร้อนจนเกินไปค่ะ
2. ใช้สบู่อาบน้ำหรือครีมอาบน้ำที่มีความชุ่มชื้นอ่อนโยนทำความสะอาดผิวกายของคุณแทนสบู่หรือครีมอาบน้ำที่ที่ทำให้ผิวแห้งตึงมากขึ้น
3. หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วผิวคุณจะยังคงความชุ่มชื่นอยู่ให้รีบเช็ดตัวให้แห้งทันทีและล็อคผิวของคุณด้วยโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื่นภายใน 3-5 นาทีหลังเช็ดตัว วเพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ผิวของคุณจะดึงความชุ่มชื่นของครีมบำรุงให้ซึมซาบสู่ผิวของคุณได้ดี
4. ผิวหน้าก็สำคัญ เช่นกันค่ะ อย่าใช้น้ำอุ่นเกือบร้อนล้างหน้า เพราะจะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดริ้วรอยได้ง่าย ควรใช้น้ำอุ่นที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิน้ำปกติ ล้างทำความสะอาดผิวหน้าเพราะช่วยละลายไขมัน สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามรูขุมขนให้หลุดออกได้ง่ายขึ้น ใช้น้ำเย็นล้างหน้าครั้งสุดท้ายเพื่อช่วยปิดรูขุมขน แล้วทาครีมบำรุงผิวหรือมาส์กที่ช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวก่อนนอน...รับรองว่าผิวหน้าจะกลับมาชุ่มชื้น ดูสดใสจนถึงรุ่งเช้าเลยล่ะค่ะ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก everydaymethailand.com
Read More

เติมน้ำสู่ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้า


เมื่ออายุไม่ได้หยุดอยู่ที่เลข 18 สาวๆ หลายคนจะพบปัญหาผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื้นหรือผิวหน้าขาดน้ำนั่นเอง เพราะร่างกายและฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ผนวกกับช่วงอายุที่หลายคนเข้าสู่วัยสาว แล้วเริ่มแต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก รองพื้น ทำให้ผิวต้องทำงานหนักมากกว่าปกติ ทั้งอิลาสติน คอลลาเจนก็จะทำงานช้าลงไปตามการใช้งานของผิว บางคนอาจรู้สึกว่ายังไม่ต้องบำรุงผิวก็ได้ เพราะอายุ ยังไม่มากนัก แต่การปล่อยปละละเลยไปแล้วกลับมาบำรุงทีหลังจะยากยิ่งขึ้นต่อการฟื้นฟู ที่ให้ผิวดูดี เหมาะกับอายุที่แท้จริง ทราบแล้วสาวๆ อายุ 18 เป็นต้นอย่าลืมใส่ใจ ดูแลผิวกันสักนิด นะค่ะ การสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพียงแค่เราอยู่เฉยๆ รวมถึงการขับเหงื่อก็ทำให้เราสูญเสียความชุ่มชื้นในผิวหรือน้ำในผิวไปวันละเกือบ 1 ลิตร หากรวม กิจกรรมอื่นๆ อีกผิว ก็ยิ่งมีโอกาสสูญเสียความชุ่มชื้นได้มากขึ้น
 
เมื่อผิวขาดความชุ่มชื้นจะทำให้ผิวแห้ง ไม่อิ่มเอิบ ดูอ่อนล้า ไม่สดใส แถมยังทำให้ดูแก่ก่อนวัย  เพื่อปกป้องผิวและให้ผิวยังคงความชุ่มชื่นและดูอิ่มเอิบได้ ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้นานถึง 24 ชั่วโมง ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ WSK และ Niacinamide ระบุไว้ว่าช่วยปกป้องการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวและล็อคความชุ่มชื้นได้ยาวนาน สาวๆที่กังวลเรื่องผิวแห้งหรือต้องการดูแลผิวให้ดูสดใสน้ำ ลองหากันดูได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำใกล้บ้านคุณนะคะนอกจากนี้สาวๆควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร เพื่อเติมความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก  นอนหลับผักผ่อนให้เพียงพอรวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยค่ะ เพียงเท่านี้คุณจะสามารถเติมน้ำสู่ผิวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบสวย สดใสสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกกันได้แน่นอนค่ะ


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก everydaymethailand.com
Read More

อาหารที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น



สาวๆ หลายคนมักจะชอบบำรุงผิวแต่ภายนอกเท่านั้นแต่มักจะละเลยสิ่งที่ทำให้คุณมีผิวชุ่มชื้นจากภายใน มีอาหาร หลายชนิดที่เพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวได้เป็นอย่างดี ลองเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน ในช่วงที่มลภาวะหรืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยดูสิค่ะ เรามาดูแหล่งอาหารที่ช่วยให้ผิวสวยชุ่มชื้นกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรกันบ้าง
- น้ำชา  ในน้ำชามีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นและไม่ถูกทำร้าย ควรดื่มชาที่ไม่ผสมน้ำตาล แล้วก็ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปค่ะ
- รับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดดีและจำเป็นต่อสุขภาพที่ดีของผิวพรรณ จะช่วยให้ผิวชุ่มชื่นแถมสุขภาพดีอีกด้วยค่ะ แหล่งไขมันที่ดีที่ทำให้ผิวสวย สุขภาพดี ได้แก่ น้ำมันที่ทำจากพืช ปลา ถั่ว ธัญพืช ฯลฯ
- งดเครื่องดื่มที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เช่น เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ คาเฟอีน เป็นต้น
สาวๆทราบแล้วก็พยายามเลือกรับประทานอาหารเหล่านี้ ให้บ่อยเข้าไว้นะคะ ถ้าไม่สามารถทำได้ทุกมื้อ ก็ใช้ตัวช่วยอย่างครีมบำรุงผิวที่ช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้น ไม่ว่าจะเป็น เจล หรือ มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าด้วยส่วนผสมของ WSK และ Niacinamide ก็ช่วยได้เป็นอย่างดีค่ะ ถ้าหน้าแห้งมากๆ ลองหามาส์กความชุ่มชื้นให้ผิวมาช่วยได้ค่ะ เป็นผลิตภัณฑ์อีกตัวที่เป็นทางลัดสำหรับคนที่มีปัญหาผิวหน้าแห้งค่ะ

ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับผิวพรรณจาก everydaymethailand.com
Read More
© ผู้หญิงวันนี้ All rights reserved | Theme Designed by Seo Blogger Templates