แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

4 คำเตือน ใช้ผ้าอนามัยถูกต้องปลอดภัย




        ผู้หญิง เราต้องเสียเงินซื้อ ผ้าอนามัย ใช้ทุกเดือน ซึ่งแน่นอนเป็นสิ่งจำเป็น และสำคัญยิ่งเพราะหากใช้อย่างไม่ถูกต้อง มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

    1. อ่านวันหมดอายุก่อนใช้

      ผลสำรวจบอกว่ามีผู้หญิงไม่ถึง 1% ที่จะสังเกตวันหมดอายุของผ้าอนามัย ทั้งๆ ที่มันก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งใกล้วันหมดอายุเท่าไร คุณภาพก็จะยิ่งลดลง

    2. เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เลี่ยงความอับชื้น ก่อแบคทีเรีย

      ไม่ใช่ทั้งวันใช้ผ้าอนามัยแค่ชิ้นเดียว แม้วันนั้นของคุณ ประจำเดือน มาไม่เยอะ คุณก็ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยค่ะ เพราะความอับชื้นจะทำให้แบคทีเรียในผ้าเติบโตได้ดี จนคุณอาจจะติดเชื้อในช่องคลอด ยิ่งถ้าสะสมไว้นานๆ ขอบอกว่านี่ล่ะตัวการมะเร็งปากมดลูก

    3. แบบซึมซับมากประโยชน์น้อย


       ผู้หญิงบางคนชอบใช้ผ้าอนามัยแบบซึมซับได้มากๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเปลี่ยนเลยตลอดวัน ขอบอกว่านี่เป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะเลือดเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย

       หลักการใช้ผ้าอนามัยที่ถูกคือต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้จุดซ่อนเร้นสะอาดไม่อับชื้น วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

    4. เก็บผ้าอนามัยไว้ในที่แห้งและสะอาด ป้องกันเชื้อโรค

       ไม่ควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในห้องน้ำ ถึงแม้คุณจะเก็บในลิ้นชักห่างไกลจากบรรดาก๊อกน้ำแล้วก็ตาม เพราะเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม อมความชื้นได้ดี เหมาะจะเป็นที่เฮฮาปาร์ตี้ของเชื้อโรคเป็นที่สุด เพื่อความปลอดภัยควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในที่ที่แห้ง สะอาด อย่างตู้เสื้อผ้าจะดีกว่าค่ะ




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

เด็กไทยเชื่อผิด เคี้ยวหมากฝรั่ง อมลูกอม หวังดับกลิ่นปาก



    เด็กสมัยใหม่มักมีความเข้าใจผิดว่าหมากฝรั่งและลูกอมช่วยลดกลิ่นปาก แต่ความจริงแล้วมีกลิ่นหอมเพื่อกลบกลิ่นปากชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ได้รับอันตรายจากสารเคมี สารสังเคราะห์ที่เป็นส่วนประกอบของหมากฝรั่งและลูกอม มากเกินไป อาจก่อให้เกิดมะเร็งและอันตรายต่อสมองได้

      การลดกลิ่นปากที่มีประสิทธิภาพจึงต้องดูแลและทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำตามสูตร 222 คือ แปรงฟันวันละ 2 ครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ เช้าและก่อนนอน แปรงฟันนานอย่างน้อย 2 นาที เพื่อให้สะอาดทั่วทั้งปากทุกซี่ ทุกด้าน และให้ฟลูออไรด์ได้ใช้เวลาทำปฏิกิริยากับฟันเพื่อป้องกันฟันผุอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปล่อยให้ปากสะอาดไม่กินขนมหวาน น้ำอัดลมหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง และหากให้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันวันละครั้ง
 ก็จะดีต่อสุขภาพช่องปากของเยาวชนและคนวัยหนุ่มสาวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แนะนำให้แปรงลิ้นด้วยจะช่วยลดกลิ่นปากได้ดี รวมทั้งการจิบน้ำเปล่าบ่อย ๆ ก็จะช่วยรักษาสุขภาพ กายและคงความสดชื่นของปากได้ แต่ถ้ามีเหงือกอักเสบ หินปูน หรือฟันผุ ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

        "สำหรับวิธีทดสอบกลิ่นปากอย่างง่าย ๆ ให้เอามือปิดปากและจมูก เป่าลมแรง ๆ ออกจากปาก หรือใช้วิธีเลียที่ข้อมือและดมดู เมื่อทดสอบดูแล้วพบว่ามีกลิ่นปากก็สามารถป้องกันได้ตามสาเหตุ เช่น หากมีฟันผุเป็นรูควรไปรักษาด้วยการอุดฟัน และหมั่นดูแลทำความสะอาดในช่องปากด้วยการแปรงฟันที่ถูกวิธีเพื่อลดปัญหาฟันผุซึ่งนำไปสู่การสูญเสียฟันในวัยเด็กที่อาจสะสมจนกลายเป็นการสูญเสียฟันทั้งปากในวัยสูงอายุตามมาได้”




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

เหล้ากับทุเรียน ทำไมต้องห้าม



    ทุเรียน เป็นผลไม้ที่ให้วิตามินและแร่ธาตุ เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต การกินทุเรียนเพื่อสุขภาพ ที่ดี ไม่ควรกินทุเรียนเกิน 2 เม็ด หลังกินอาหารหลัก

      ทำไมถึงไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุเรียนมีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูง เมื่อกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการย่อยสลายน้ำตาลที่เนื้อเยื่อต่างๆ ที่กล้ามเนื้อและไขมันเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันและไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับ ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ ผลที่เกิดตามมาคือ การย่อยสลายทุเรียนและแอลกอฮอล์จะให้ความร้อนและเป็นกลไกที่ต้องใช้น้ำ และจะทำให้คนกลุ่มนี้มีน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะดึงน้ำออกมาเพื่อขับออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ โดยจะปัสสาวะมากแม้ว่าร่างกายขาดน้ำ 

      ที่สำคัญกินทุเรียนร่วมกับดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้รู้สึกตัวร้อน ไม่สบายตัว แต่ถ้ากินมากจนเมาหลับไปร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำมาก ระดับ เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ สมองทำงานไม่ดี เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หากหมดสติและนำส่งโรงพยาบาลไม่ได้ทันอาจเสียชีวิตได้





ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

เคล็ดลับการกินน้ำมันอย่างฉลาด


        น้ำมันแต่ละชนิดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แตกต่างกัน และก็เหมาะกับการปรุงอาหารประเภทที่ต่างกัน เราจะใช้น้ำมันในการทำอาหารเพื่อสุขภาพ ให้ปลอดภัยอย่างไรบ้าง

     1. น้ำมันพืช ที่ดีต้องไม่เป็นตะกอน ไม่มีกลิ่นหืน และควรมีสีเหลืองบ้าง ไม่ใสเกินไป จึงจะเป็นน้ำมันที่ไม่ผ่านการฟอกสีจนเบต้าแคโรทีนหายหมด

     2. การทอดที่ต้องใช้ความร้อนสูงและใช้น้ำมันปริมาณมาก เช่น ไก่ทอด ปลาทอด ควรใช้น้ำมันปาล์มโอเลอิน ที่สกัดกรดไขมันอิ่มตัวออกบางส่วนแล้ว หรือน้ำมันรำข้าว ซึ่งไม่กลายเป็นสารอนุมูลอิสระได้ง่ายเมื่อถูกความร้อนจัดเหมือนน้ำมันเมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง

     3. การทำอาหารที่ไม่ต้องผ่านความร้อน เช่นน้ำสลัด ควรใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง และไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ 5-10 องศาเซลเซียส เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง

     4. ในการผัดอาหารใช้น้ำมันชนิดใดก็ได้ เช่น น้ำมันมะกอก ถั่วเหลือง รำข้าว แต่ควรใส่ปริมาณน้อยที่สุด

     5. ไม่ควรทอดอาหารที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ หรือเร่งไฟแรงให้เปลวไฟสัมผัสกับน้ำมันบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งและโรคหัวใจ

     6. ทอดอาหารครั้งละไม่มากเกินไป ช่วยให้ความร้อนของน้ำมันกระจายอย่างทั่วถึง และใช้เวลาในการทอดอาหารน้อยลง

     7. เมื่อเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอด ควรเทน้ำมันเก่าออกให้หมดไม่ควรเทน้ำมันใหม่ปนกับน้ำมันเก่า เพราะน้ำมันเก่าจะไปเร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมันใหม่

     8. ถ้าจำเป็นต้องนำน้ำมันพืชกลับมาใช้ซ้ำ น้ำมันต้องไม่มีกลิ่นหืน เหนียวข้น หรือมีสีดำ ที่สำคัญต้องต้องไม่มีเศษอาหารและไม่ควรใช้ซ้ำเกิน 2 ครั้ง เพื่อป้องกันสารก่อมะเร็ง

     9. ควรใช้น้ำมันหลากชนิดหมุนเวียนสลับกันไป เพราะน้ำมันแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

     10. เมื่อทอดอาหารเสร็จแล้ว ใช้กระดาษซับน้ำมันรองอาหารไว้ จะช่วยลดน้ำมันจากอาหารได้บ้าง

       ต่อไปนี้ ก็น่าจะมั่นใจแล้วว่าจะเลือกใช้น้ำมันแบบไหนถึงจะทำให้อาหารอร่อย และปลอดภัยต่อสุขภาพ ห่างไกลจากตัวการร้าย ที่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาสุขภาพในอนาคต.





ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

ออกกำลังกายเทรนด์ใหม่ด้วย..พิลาทีส


     พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก ทำเป็นประจำจะส่งผลดีต่อสุขภาพ

       พีลาทีส หมายถึง การทำงานที่ประสานกันระหว่างจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ ผ่านการใช้กล้ามเนื้อและลมหายใจที่ถูกต้อง เพื่อการควบคุมร่างกายทั้งหมด

      วิธีนี้จะประกอบไปด้วยการเคลื่อนไหว ที่ต้องอาศัยการควบคุมทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเน้นไปที่การปรับปรุงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความแข็งแกร่ง การยืดหยุ่น การประสานงานของกล้ามเนื้อ และสภาพร่างกาย

      การออกกำลังกายแบบพีลาทีสนี้ สามารถออกได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยจะฝึกบนเสื่อรอง หรืออุปกรณ์พีลาทีสที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งการฝึกจะมีท่าบริหารร่างกายกว่า 500 ท่า และท่าบริหารส่วนมากจะเป็นท่าที่ลดแรงเสียดทาน และแรงโน้มถ่วงของร่างกาย โดยเน้นส่วนสัดที่สมดุล และควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง

      การฝึกพีลาทีสจะไม่ใช้ท่าซ้ำ ๆ ซึ่งท่าบริหารหนึ่ง ๆ จะทำเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น ผู้ฝึกจะต้องรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวในทุกอิริยาบถ และแสดงออกมาด้วยท่วงท่าที่แม่นยำและลื่นไหล ช่วยให้จิตใจทำงานสัมพันธ์กับร่างกาย ทำให้ผู้ฝึกเคลื่อนไหวได้ถูกต้อง

      เน้นการหายใจ

      การฝึกหายใจที่ถูกต้องนั้น สำคัญกับการฝึกพีลาทีสเป็นอย่างมาก ฉะนั้นท่าบริหารแต่ละท่าจึงประกอบไปด้วยจังหวะการหายใจที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัว ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับร่างกาย และยังช่วยในการกำหนดพลังงานไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องตามส่วนต่าง ๆ อีกด้วย อีกทั้งการฝึกพีลาทีสจะเน้นไปที่การยึดกล้ามเนื้อ และคงสภาพให้อยู่ในท่วงท่าที่เป็นธรรมชาติ จะไม่ก่อให้เกิดการแข็งจับกันเป็นก้อนของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ฝึกสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างแท้จริง และสร้างสมดุลให้กับร่างกายทั้งตัว

       นอกจากนี้ การฝึกพีลาทีสยังช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ขึ้นด้วย

      ประโยชน์ของพีลาทีส

      1. ปรับปรุงระบบการหายใจ และการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจ
      2. เพิ่มความว่องไวและกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว
      3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
      4. สร้างความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อท้อง
      5. ลดความเครียด อาการเจ็บปวด และกระตุ้นให้เกิดพลังงาน
      6. ปรับปรุงการทำงานที่ประสานกันของอวัยวะทุกส่วน ความสมดุล และระบบไหลเวียนโลหิต
      7. ปรับสภาพกล้ามเนื้อและช่วยให้มีรูปร่างเพรียวยาว ปราศจากกล้ามเนื้อที่แน่นแข็งและจับตัวกันเป็นก้อน
      8. เสริมสร้างพละกำลังและสมาธิที่ดีขึ้น






ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

นอนน้อย..อาจทำลายเซลล์สมอง


 หนุ่มสาววัยทำงาน ใครกำลังนอนน้อย อดนอนกันอยู่หรือเปล่า รู้หรือไม่..การอดนอนอาจทำลายสุขภาพ โดยไม่รู้ตัว

      จากการทดลองของอเมริกา ให้หนูทดลองอดนอนเช่นเดียวกับมนุษย์ นอนน้อยกว่า 4-5 ชั่วโมงต่อวัน พบว่าหนูสูญเสียเซลล์สมองในส่วนของก้านสมองไปมากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ 

       ทั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า จำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก โดยจะศึกษาสมองของคนที่ทำงานในช่วงเวลากลางคืนหลังจากเสียชีวิตเพื่อดูว่าผลลัพธ์จากการนอนไม่เพียงพอจะส่งผลต่อเซลล์สมองของมนุษย์ด้วยหรือไม่นอกจากนี้แล้วการศึกษาดังกล่าวยังอาจนำไปสู่การคิดค้นยาที่สามารถปกป้องเซลล์สมองที่อาจสูญเสียไปจากการนอนไม่พอได้อีกด้วย



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

ข้อห้ามสำคัญของการล้างพิษตับ



        หนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพ ที่ฮอตฮิตอย่างมาก ๆ ก็คือ การล้างพิษตับ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถล้างพิษตับได้ ดังนั้น ใครคิดจะล้างพิษตับต้องมารับรู้ข้อห้ามของการล้างพิษตับกันเสียก่อน เพื่อที่ว่าใครที่ได้อ่านบทความนี้ จะไม่ใจเร็วด่วนได้นำไปปฏิบัติ เพราะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน

       โดยแม้วิธีการล้างพิษตับถือเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของร่างกาย สามารถทำเองได้ที่บ้าน และมีความปลอดภัยสูงก็ตาม (ต้องทำถูกวิธี) แต่ข้อห้ามเหล่านี้ที่หมอกำลังจะเล่าก็ถือเป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการล้างพิษตับมีความปลอดภัยอย่างสูงสุด และหากใครที่ตกอยู่ในเงื่อนไขของข้อห้ามแล้ว อยากจะล้างพิษตับขึ้นมาจริง ๆ ก็ควรจะปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ของท่านก่อนเพื่อความปลอดภัยไร้กังวล โดยสิ่งที่ควรระวังก็คือ

    1. ผู้ป่วยภาวะลำไส้อุดตัน

      ถ้ามีอาการอุดตันของลำไส้เล็ก การล้างพิษตับเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งการอุดตันของลำไส้เล็กนั้นมีสาเหตุมาจากขบวนการทางพยาธิวิทยาหลายอย่าง เช่น อาจจะเกิดจากพังผืดหลังการผ่าตัด หรืออาจจะมาจากการมีก้อนเนื้อร้าย (มะเร็ง) ในช่องท้อง โรคลำไส้ Crohn’s disease และโรคไส้เลื่อน ก็อาจจะเป็นสาเหตุของภาวะลำไส้อุดตันได้ทั้งสิ้น รวมทั้งการผ่าตัดที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลำไส้อุดตัน คือ การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ การผ่าตัดลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภาวะทางสูตินรีเวช และการทำหัตถการทางระบบทางเดินอาหารส่วนบน

    2. ผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลีย

      หลายคนอาจสงสัยว่า แค่ไหนถึงเรียกว่าอ่อนเพลีย เกณฑ์หลัก ๆ ก็คือ อ่อนแรง ไม่มีแรง สำหรับผู้ที่ผอมแห้งจะสังเกตง่าย คือ น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก ๆ บุคคลที่มีภาวะแบบนี้ไม่เหมาะกับการทำล้างพิษตับ ถ้าผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลียและผอมแห้งต้องการทำการล้างพิษตับจริง ๆ สิ่งที่ต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือ การเพิ่มความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของร่างกายของท่านเองก่อน เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เมื่อร่างกายของท่านมีน้ำหนักที่ใกล้เคียงคนมีสุขภาพดีมากขึ้น และรู้สึกแข็งแรงขึ้นเมื่อใด ท่านจึงจะสามารถลองทำการล้างพิษตับครั้งที่ 1 ได้

    3. ผู้เป็นโรคลำไส้

      หลายคนอาจจะงงว่า ล้างพิษตับ แล้วลำไส้เกี่ยวข้องได้อย่างไร หมอเน้นย้ำไว้เลยว่าเกี่ยวข้องกันมาก เพราะอาจมีการติดเชื้อได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการล้างพิษตับหากมีการอักเสบของลำไส้ใหญ่ที่เป็นแผลเรื้อรังและรุนแรงชนิด Ulcerative Colitis โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังชนิด Crohn’s disease โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังชนิด diverticulitis โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังชนิด diverticulosis ตรวจพบภาวะติ่งเนื้อชนิด Polyps ในลำไส้ จำนวนหลาย ๆ ก้อน มีริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ ในกรณีที่เป็นโรคเหล่านี้ต้องทำการรักษาโรคเหล่านี้ให้หายขาดก่อนจึงจะสามารถทำการล้างพิษตับได้อย่างปลอดภัย

    4. มีภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน

      ห้ามทำการล้างพิษตับเมื่อท่านป่วยด้วยภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน กินยาตามที่แพทย์สั่งอยู่ (ยกเว้นการกินยาไทรอยด์ชนิดไม่รุนแรง) การมีรอยแผลแตกที่ทวารหนัก (fissure) หรือ ริดสีดวงทวารขนาดใหญ่ (Large heamorrhoids) เคยมีประสบการณ์ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และมีภาวะขาดน้ำ (Dehydrated) หรือมีภาวะ ท้องเสียบ่อย ๆ หรือมีถ่ายเป็นเลือด

    5. ภาวะริดสีดวงทวาร

      และภาวะท้องผูกริดสีดวงทวารนั้น จะมีการบวมคั่งของเส้นเลือดขอดในลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากภาวะท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการท้องผูกและยังคงพยายามทำการล้างพิษตับอยู่ ส่วนผสมของน้ำมันจะถูกกักและค้างอยู่ที่กระเพาะอาหารเป็นเวลานานขึ้น ในที่สุดลิ้นหูรูดที่หลอดอาหารจะเปิด และทำให้รู้สึกคลื่นไส้คล้ายจะเป็นลม และอาเจียนในที่สุด

      ถ้ายังคงมีการขับนิ่ว สารองค์ประกอบของนิ่ว หรือสารพิษจากตับ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสาเหตุทำให้ริดสีดวงทวารที่ปรากฏอยู่ภายนอกแตกและมีเลือดออก แม้การที่มีเลือดออกบ้างจะดูน่ากลัวแต่ในความเป็นจริงมันช่วยขับสารพิษที่เหล่าเส้นเลือดขอดในลำไส้ (ริดสีดวงทวาร) เหล่านี้เก็บกักไว้และสิ่งนี้จะช่วยปรับปรุงสุขภาพของลำไส้ได้เป็นอย่างดี

      อย่างไรก็ตาม จะเป็นการดีที่สุดที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะท้องผูกเพื่อไม่ให้ริดสีดวงทวารเกิดขึ้น ดังนั้นควรสวนล้างลำไส้อย่างถูกต้องเหมาะสมก่อนการล้างพิษตับ และด้วยวิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงภาวะคลื่นไส้ที่ไม่พึงประสงค์และช่วยลดโอกาสในการอาเจียนหลังจากดื่มส่วนผสมที่มีน้ำมันลงได้ แถมยังจะช่วยให้ภาวะท้องผูกดีขึ้นอีกด้วย

      นอกจากนั้นแล้ว การเข้านอนแต่หัวค่ำ ดื่มน้ำอย่างพอเพียง และกินอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบในปริมาณมากและออกไปเดิน หรือฟังเพลงหลังรับประทานอาหาร ก็เป็นส่วนช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการออกไปรับแสงแดดช่วงเช้า ก็จะได้รับวิตามินดีซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาหน้าที่ของระบบย่อยอาหารให้เหมาะสม

    6. ภาวะตั้งครรภ์ และให้นมบุตร

      หากอยู่ในภาวะนี้ห้ามล้างพิษตับ

    7. ภาวะมีประจำเดือน

      การล้างพิษตับในขณะที่มีประจำเดือน ส่งผลให้การขับเลือดเสียตามธรรมชาติ (ประจำเดือน) นั้น ขับได้น้อยลง (ไม่เป็นผลดี แนะนำให้ทำก่อนหรือหลังการมีประจำเดือนจะดี และปลอดภัยกว่า)

    8. มีการใส่ท่อ stent เพื่อขยายท่อน้ำดี

      ปัญหาของการที่มีท่อเหล็กหรือท่อพลาสติกสอดไว้ในท่อน้ำดีนั้น มันทำให้เกิดภาวะที่ท่อน้ำดีจะไม่สามารถขยาย (dilate) ขนาดของท่อน้ำดีเหมือนกับลักษณะของท่อน้ำดีปกติที่สามารถขยายในการล้างพิษตับปกติได้ (ซึ่งเป็นปฏิกิริยาจากการดื่มดีเกลือ) ดังนั้นเมื่อนิ่วถูกขับออก มันอาจจะไม่สามารถผ่านท่อ stent นี้ได้ ในกรณีการอุดตันของท่อน้ำดีจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนิ่วนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อ stent ซึ่งในกรณีนี้คนส่วนใหญ่ก็ต้องผ่าตัดไปเปลี่ยนท่อ stent อีกครั้ง

    9. อาการเบาหวาน

      หมอทราบดีว่าผู้ป่วยเบาหวานหลาย ๆ คนนั้นประสบความสำเร็จในการล้างพิษตับหลายต่อหลายครั้ง แต่ถ้าท่านมีปัญหาเบาหวานอยู่จริง ๆ ท่านอาจจะจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการล้างพิษตับที่ได้แนะนำกันเป็นปกติ การรักษาสภาวะสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ต้องห่วงใยอย่างแท้จริง การอดอาหารนั้นเป็นที่แน่นอนว่าทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดปั่นป่วนได้ ในขณะเดียวกัน การไม่กินอาหารใด ๆ ในวันที่ต้องดื่มน้ำมันมะกอกเป็นสิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายและช่วยเพิ่มโอกาสการขับนิ่วในขณะที่ทำการล้างพิษตับสูงสุด

      สิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้ป่วยเบาหวานในกรณีที่ถึงแม้จะทำการล้างพิษตับไม่ได้นั้น หมอแนะนำว่าอย่างแรกที่คุณจะต้องทำให้สำเร็จก่อนก็คือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการรับประทานอาหารที่จำเป็น และในภายหลังจากที่ภาวะน้ำตาลในเลือดของคุณอยู่ในระดับปกติอย่างเป็นธรรมชาติด้วยตัวมันเองแล้ว คุณจึงค่อยเริ่มทำการล้างพิษตับ

      Andreas Moritz แนะนำเพิ่มเติมไว้ในหนังสือ The Amazing Liver and Gallbladder Flush หน้า 285-286 ว่า

      "ในกรณีที่ท่านรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอยู่ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ทางด้านธรรมชาติบำบัด เพื่อปรับอาหารและพฤติกรรมที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคก่อน และเพื่อให้ค่อย ๆ ลดการใช้ยาลงก่อน ในขณะที่การล้างพิษตับช่วยให้ร่างกายล้างพิษและรักษาตนเองได้ ยาไม่ว่าจะเป็นยาต้านภาวะซึมเศร้า ยาต้านการอักเสบ ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ล้วนแล้วแต่ทำงานตรงข้าม มันจึงถือเป็นความเสี่ยงต่อร่างกายที่จะทำให้มีสภาวะสองอย่างที่ไม่เข้ากัน และเป็นกระบวนการตรงกันข้ามกันอยู่ในร่างกายในขณะเดียวกัน"

      "ข้อเท็จจริงก็คือ การกินยาแผนปัจจุบันในขณะที่ทำการล้างพิษตับนั้นจะเปลี่ยนความเข้มข้นของยาให้อยู่ระดับที่ไม่น่าปรารถนา เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ถือเป็นคำเตือนที่ต้องระวัง เมื่อใดก็ตามที่สามารถหยุดยาแผนปัจจุบันใด ๆ ได้แล้ว คุณสามารถที่จะทำการล้างพิษตับได้อย่างปลอดภัย"





ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

ใส่ใจเรื่องสี… สุขภาพก็ดีขึ้น



        เคยมองสีบางสีแล้วอยากอาหารมากขึ้นมั้ย? เคยหลับสบายขึ้นแค่เปลี่ยนสีห้องนอนหรือเปล่า? คุณไม่ได้มโนไปเองหรอก งานวิจัยหลายชิ้นคอนเฟิร์มแล้วว่าสีมีอิทธิพลต่อสุขภาพ ของคุณจริงๆ

    สีเขียว สดใส ออกกำลังกายได้มากขึ้น

      เคยมั้ย? เวลาออกกำลังกายในสวน คุณจะรู้สึกว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เหนื่อยช้าลง สภาพอากาศที่ดีกว่าในห้องแอร์ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็คืออิทธิพลของสี นี่แหละ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Environmental Science & Technology พบว่า นักปั่นจักรยานส่วนใหญ่รู้สึกว่าปั่นได้สบายขึ้นเมื่อมองไปแล้วเห็นสีเขียว ทั้งนี้ เป็นเพราะสีนี้คือสีของธรรมชาติ ดึงดูดความสนใจของเราไปที่บรรยากาศ ไม่จดจ่ออยู่ที่การออกกำลังเพียงอย่างเดียว

    สีส้ม อาหารจะอร่อยขึ้น

      ระวัง! บางทีคุณอาจจะสวาปามมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะว่าพลังจากสีก็ได้ นักวิจัยชาวสเปนได้ตีพิมพ์ ผลงานลงในวารสาร Sensory Studies พบว่า อาหารที่เสิร์ฟในจานสีส้มจะมีรสชาติหวานและอร่อยขึ้น และช็อกโกแลตที่เสิร์ฟในถ้วยสีส้มและสีเหลือง ก็มีรสชาติอร่อยกว่าช็อกโกแลตแบบเดียวกันที่เสิร์ฟในถ้วยสีอื่น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอิทธิพลของสีก็มีผลต่อต่อมรับรสของเราด้วย (นี่อาจเป็นสาเหตุที่ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะใช้ไฟสีเหลืองและตกแต่งในโทนสีส้มก็เป็นได้!)

    สีเหลือง สีแดง สมาธิดี สมองแอ็กทีฟ

      ทั้งๆ ที่เส้นตายวันส่งงานใกล้เข้ามาทุกที แต่คุณก็ยังรู้สึกว่าสมองช่างว่างเปล่าคิดอะไรไม่ค่อยออก อย่างนี้ต้องดึงสติและสมาธิกลับมาด้วยสีโทนร้อนซึ่งเป็นสีแห่งพลัง อย่างเช่น สีเหลือง สีแดง (รวมทั้งสีส้ม) ซึ่งในบรรดาสีเหล่านี้ Leatrice Eiseman กรรมการผู้จัดการของสถาบัน Pantone Color สหรัฐอเมริกา บอกว่า “สีแดงจะกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีนและสีส้มที่มีสีแดงผสมเหลืองก็เป็นสีที่มีพลังกระตุ้นสมองมากที่สุด เพราะชวนให้เรานึกถึงดวงอาทิตย์”

    สีชมพู เป็นมิตร อารมณ์ดี

       สีชมพูนี้ไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงความรักเท่านั้น แต่อิทธิพลของสีเกี่ยวข้องกับการผูกมิตรเช่นกัน หากคุณรู้สึกว่าอารมณ์แปรปรวน ตื่นเต้น วิตกกังวล หรือพร้อมจะปรี๊ดแตก ลองมองไปที่สีชมพูใกล้ตัวดู พลังของสีชมพูจะแผ่เอาความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ และอารมณ์ในด้านบวกออกมา นอกจากนี้งานวิจัยจาก American Institute for Biosocial Research ยังพบว่าแม้แต่ในนักโทษ สีชมพูก็สามารถช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงได้… ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

    สีฟ้า หลับสบาย ตื่นอย่างสดชื่น
       ไม่มีอะไรดีต่อสุขภาพมากไปกว่าการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากคุณนับแกะเป็นร้อยก็ยังนอนไม่ค่อยหลับ เปลี่ยนที่นอน หมอน ผ้าห่ม ให้นอนสบายก็ยังรู้สึกหลับไม่สนิท หรือทั้งที่นอนเกินแปดชั่วโมงแต่พอตื่นขึ้นมา ตอนเช้าก็รู้สึกอยากล้มลงไปนอนต่อ ถ้าอย่างนั้นลอง เปลี่ยนสีห้องนอนเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินดูดีมั้ย? สีโทนนี้จะช่วยให้ระบบประสาทของคุณผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล คุณภาพการนอนของคุณก็เลยดีขึ้นนั่นเอง

          สำหรับสาวๆ ที่มีคู่ ถ้าคุณรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตรักไม่ค่อยซู่ซ่าเท่าไหร่ ผลสำรวจจากแดนผู้ดีแนะนำให้คุณเพิ่มแอ็กเซสซอรี่ สีม่วง เข้าไปในห้องนอน แล้วเรื่องบนเตียงจะแฮปปี้ขึ้นด้วยนะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

ลดอายุลงได้.. ด้วยผักและผลไม้



       สาวๆ เชื่อไหมคะ ว่าเราสามารถลดอายุสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดูเด็กกว่าวัยได้ เพียงแค่ทานผักและผลไม้ เหล่านี้ เปลี่ยนการทานแบบปกติที่ไม่ได้มองคุณประโยชน์ของสารอาหาร มาเป็นใส่ใจกับสิ่งที่ทานเข้าไป เชื่อได้เลยค่ะ อาหารเพื่อสุขภาพ เหล่านี้จะต้องทำให้สาวๆ มีสุขภาพร่างกายที่ดีอย่างแน่นอน

มะเขือเทศ
      มะเขือเทศ ที่นำมาทำอาหารได้สารพัดชนิดทั้งสลัดผักสดหรือซุปยอดฮิต มีสารที่เรียกว่า “ไลโคพีน” สารที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม 

มันเทศ ฟักทอง และแครอต
      รับประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด ผักและผลไม้สีเหลืองอย่าง มันเทศ และฟักทอง ยังมีลูทีนและไลโคพีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมได้เช่นเดียวกับมะเขือเทศ ทั้งยังอาจช่วยปกป้องผิวจากการถูกทลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ ผักที่มีสีส้มอย่างแครอต ก็มีสารที่เรียกว่า ฟัลคารินอล

บร็อกโคลี่
      สารซัลโฟราเฟนในบร็อกโคลี่ช่วยเพิ่มการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยชำระช้างสารพิษในร่างกาย บร็อกโคลี่ที่ยังโตไม่เต็มที่จะมีสารชนิดนี้อยู่มาก โดยเฉพาะบร็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน จะมีสารชนิดนี้อยู่มากถึง 50 เท่าของต้นที่โตเต็มวัย ซัลโฟราเฟนยังพบมากในกะหล่ำปลี และดอกกะหล่ำ

ผักโขมและผักใบเขียว
      การกินผักใบเขียวนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยในเรื่องการมองเห็น เนื่องจากมีคาโรทีนอยด์ถึงสองชนิดคือ ลูทีนและซีแซนติน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องมาจากความชรา การที่ผักใบเขียวอุดมไปด้วยคาโรทีนอยด์ก็เพราะต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด ทำให้จำเป็นต้องสร้างคาโรทีนอยด์ขึ้นมาเพื่อป้องกันแสงแดด สำหรับคนเรา คาโรทีนอยด์ถูกสะสมไว้ที่เรติน่าเพื่อปกป้องดวงตา ดังนั้นเราจึงควรรับประทานผักใบเขียวสามถ้วยต่อสัปดาห์เพื่อประโยชน์ดังกล่าว

แอปเปิ้ล
       สารต้านอนุมุลอิสระในแอปเปิ้ลอย่าง เคอร์ซีติน จะช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลายซึ่งป็นอาการที่พบได้ในโรคต่างๆ อาทิ อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน การรับประทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือกจะทำให้ได้รับเคอร์ซีตินอย่างเพียงพอ เนื่องจากเปลือกของแอปเปิ้ลมีเคอร์ซีตินอยู่มากนั่นเอง

บูลเบอร์รี่และองุ่นม่วง
       สารสีม่วงหรือแอนโธไซยานินที่มีอยู่ในบูลเบอร์รี่และองุ่นม่วงจะถูกดูดซึมเข้าไปในเยื่อหุ้มสมองช่วยกระตุ้นความจำและการรับรู้ พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีม่วงเช่น กะหล่ำปลีม่วง แบล็กเบอร์รี่ น้ำองุ่น และลูกพลัม (ทั้งสดและแห้ง)

ข้าวโอ๊ต ข้าวบาเลย์ และถั่ว
      เส้นใยอาหารที่อยู่ในข้าวโอ๊ตเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติลดคอเรสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากจะมีกากใยสูงแล้ว ข้าวโอ๊ตยังมีกรดโฟลิกที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และอุดมไปด้วยโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต สารอาหารเหล่านี้ยังพบได้ในถั่วชนิดต่างๆ ซึ่งยังประกอบด้วยแอนโธไซยานินและเคอร์เซติน สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในเบอร์รี่ชนิดต่าง ๆ และแอปเปิ้ล

ซาลมอน ซาร์ดีน และทูน่า
      รับประทานปลาที่มีโอเมก้า3 สองมื้อต่อสัปดาห์ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะโอเมก้า 3 จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพ และการรับประทานโอเมก้า 3 ปริมาณมากจะช่วยลดปัญหาเรื่องการทำงานของสมองเสื่อมตามวัย
Read More

ขนแปรงแข็ง เสี่ยงเหงือกพัง!!

       กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ห่วงสุขภาพ ช่องปากคนไทยที่ใช้แปรงสีฟันขนแปรงแข็งแปรงฟัน หวั่นมีผล ต่อคอฟันและทำเหงือกร่น รวมถึงแปรงสีฟันขนปานกลางหรือนุ่มปานกลางหากแปรงไม่ถูกวิธี แนะเลือกใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มดีที่สุด เพื่อความปลอดภัย

       การเลือกซื้อแปรงสีฟัน ควรดูที่ขนแปรงเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นส่วนที่สัมผัสฟันและเหงือกโดยตรงในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ ซึ่งการวิจัยยืนยันว่าขนแปรงชนิดแข็ง ปานกลาง นุ่ม สามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้เหมือนกัน โดยผู้ใช้อาจรู้สึกว่าขนแปรงแข็งทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า แต่ขนแปรงชนิดแข็งจะทำอันตรายต่อเหงือกและทำให้เหงือกร่นตามมา และยังทำให้วัสดุอุดฟันบางประเภทเสียหายได้ ในขณะที่ขนแปรงชนิดปานกลางหรือนุ่มปานกลางอาจมีผลเช่นเดียวกับขนแปรงแข็งหากใช้วิธีแปรงฟันที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ให้เปลี่ยนมาใช้ขนแปรงนุ่มปลอดภัยที่สุด ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศให้ แปรงสีฟันทุกยี่ห้อ ทุกรุ่น ต้องระบุข้อมูล 5 ข้อ คือ 
      1) ความอ่อนแข็งของขนแปรง
      2) ลักษณะปลายขนแปรงฟัน เช่น ปลายมน ปลายเรียวแหลม
      3) วัสดุที่ใช้ทำขนแปรงและด้ามแปรง
      4) วิธีใช้ ข้อแนะนำ
      5) แปรงสีฟันเด็กต้องระบุกลุ่มอายุ ที่เหมาะสมบนฉลากด้วย เช่น ต่ำกว่า 3 ปี 3-6 ปี 6-12 ปี เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเพียงพอใช้ประกอบการเลือกแปรงสีฟัน

       วิธีการแปรงฟัน ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใหญ่คือ วิธีขยับปัด โดยการวางขนแปรงทำมุม 45 องศากับเหงือกตรงตำแหน่งคอฟันหรือรอยต่อของเหงือกกับฟัน ซึ่งพบว่าบริเวณขอบเหงือกจะมีคราบจุลินทรีย์สะสมมากที่สุด ขยับขนแปรงบริเวณขอบเหงือกเป็นวงกลมเล็กๆ ประมาณ 1-2 มิลลิเมตรเท่านั้น เพื่อให้คราบจุลินทรีย์หลุดออก และเป็นการช่วยกระตุ้นเหงือก ขยับประมาณ 5-6 ครั้งแล้วปัดขนแปรงผ่านตัวฟันออกไปทางด้านบดเคี้ยว เลื่อนตำแหน่งวางแปรงไปจนครบทุกซี่ฟันทั้งด้านใกล้แก้มและด้านใกล้ลิ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือให้ใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มเท่านั้น

         “ส่วนแปรงสีฟันขนนุ่มปานกลางควรใช้วิธีแปรงปัดขึ้นปัดลงไม่ต้องขยับ แต่อาจกำจัดคราบจุลินทรีย์บริเวณคอฟันได้ไม่ดีเท่าวิธีขยับปัด และแนะนำให้ใช้ไหมขัดซอกฟันร่วมด้วยอย่างน้อยวันละครั้ง ส่วนวิธีแปรงฟันเด็กจะต่างจากการแปรงฟันของผู้ใหญ่ เนื่องจากฟันน้ำนมมีรูปทรงแตกต่างไปบ้าง แนะนำให้แปรงฟันโดยวางขนแปรงให้ตั้งฉากกับตัวฟันน้ำนม แล้วถูไปมาสั้นๆ ในแนวขวาง โดยใช้แปรงขนนุ่ม ขนาดเล็กพอเหมาะตามอายุเด็ก เพื่อไม่ให้หัวแปรงกระแทกเหงือกและกระพุ้งแก้มเด็ก และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อขนแปรงบาน เพราะนอกจากประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ลดลงแล้ว ขนแปรงที่บานจะไประคายเคืองเหงือกขณะแปรงฟัน ทำให้เจ็บ ซึ่งพบว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่ยอมแปรงฟัน และควรแปรงฟันตามสูตร 2 2 2 คือ วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน แปรงฟันนานครั้งละ 2 นาที หากใช้เวลาน้อยกว่านี้จะไม่สามารถแปรงได้สะอาดทั่วถึงครบทุกซี่ฟัน หลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมงไม่ควรรับประทานอาหารหวาน น้ำอัดลม เพื่อไม่เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในช่องปาก ยืดเวลาให้ช่องปากสะอาดนานขึ้น” 


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com
Read More

Tips สำหรับคุณผู้หญิง เพื่อมดลูกแข็งแรง


     สำหรับผู้หญิง ที่อยากมีบุตรแล้ว คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอวัยวะภายใน อย่างมดลูกเพราะหากมดลูกไม่แข็งแรง นอกจากจะบั่นทอนสุขภาพกายของตัวเองแล้วยังมีผลไปถึงสุขภาพกายของเด็กในครรภ์ที่จะลืมตามาดูโลกด้วย

       หากถามว่า แล้วคุณผู้หญิงจะดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ มีบุตร มี 10 เคล็ดลับเพื่อมดลูกแข็งแรงมากฝากกันค่ะ

    1. ดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง


      สุขภาพใจเป็นเรื่องสำคัญสุดของร่างกายค่ะ เพราะสุขภาพใจจะมีผลไปถึงสุขภาพกายโดยเฉพาะความเครียด ที่ทำให้มดลูกไม่ปกติ เพราะระบบฮอร์โมนผิดปกติ ประจำเดือนจึงมาไม่ปกติ การลดความเครียดมีหลายวิธี เช่น รู้จักปลงตก มองโลกในแง่บวก หัวเราะทุกวัน ใช้ชีวิตพอเพียง ประหยัด พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ให้อภัยผู้อื่น มีจุดมุ่งหมายในชีวิต รวมถึงการออกกำลังกายด้วย

    2. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

       มดลูกคืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย หากร่างกายแข็งแรง โลหิตจะไหลเวียนไปเลี้ยงได้เต็มที่ทำให้มดลูกแข็งแรง การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เช่น
        - ดูแลน้ำหนักตัวให้ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ผอมแห้งหรืออ้วนฉุเกินไป
        - นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยคืนละ 6 – 8 ชั่วโมง
        - รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้
        - ดื่มน้ำสะอาดวันละ 30 – 40 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
        - งดการดื่มเหล้า สูบบุหรี่

    3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

       ทำให้ภูมิต้านทานดี กล้ามเนื้อหัวใจและปอดแข็งแรง สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีช่วยป้องกันมดลูกอักเสบและมดลูกต่ำ ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ จ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิก โยคะ เป็นต้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน ครั้งและประมาณครึ่งชั่วโมง

    4. ระวังการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

      โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทำให้เกิดอาการตกขาว ปวดท้องน้อย มีไข้ มดลูกอักเสบแม้รักษาหายก็ยังมีอาการปวดมดลูก ปวดประจำเดือน มีตกขาวเรื้อรัง ไข้ทับระดู ไม่ตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก

       การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้มดลูกดี ดังนั้นควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับคนที่ไม่รู้จักไม่รู้ใจหรือไม่แน่ใจ

     5. ระวังการติดเชื้อโรคทั่วไป

      การติดเชื้อโรคทั่วไปทำให้เกิดอาการมดลูกอักเสบได้ เชื้อโรคทั่วไปนั้นมักปนเปื้อนอยู่กับอุจจาระระวังการทำความสะอาด โดยล้างจากด้านหน้าไปยังด้านหลังเพื่อไม่ให้เชื้อโรคทางทวารหนักมาทำให้ชิ่งคลอดและมดลูกติดเชื้อ

    6. ขมิบเพื่อบริหารอุ้มเชิงกรางอย่างสม่ำเสมอ

       การขมิบคือ การเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (เหมือนการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ) วิธีการคือ ให้เกร็งค้างไว้ นับ 1 – 5 แล้วผ่อนคลาย อาจทำต่อเนื่องกันหรือแบ่งเป็นครั้งละ 20 – 30 ชุดก็ได้จะทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง และมดลูกไม่ต่ำ

    7. ไม่ยกของหนัก

      การยกของหนักทำให้มดลูกต่ำ กระเพราะปัสสาวะกระทบกระเทือนหากจำเป็นต้องยกของหนักควรปัสสาวะก่อน

    8. ไม่กินสมุนไพร ยาสตรี หรืออาหารเสริมที่มีฮอร์โมนเพศหญิงเป็นประจำ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
       เนื่องจากมดลูกเป็นอวัยวะภายในสตรีที่ไวต่อฮอร์โมนมาก การกินฮอร์โมนเพศหญิงจึงเป็นการเพิ่มการอักเสบของมดลูก ทำให้มดลูกโต เนื้องอก มดลูกขยายขนาด และเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของมดลูกไม่ดี อาจทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ และอาจต้องตัดมดลูก

    9. ตรวจร่างกายเป็นประจำ

       แม้ว่าเราจะแข็งแรง ก็ควรตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มแรก โรคภัยไข้เจ็บมีผลต่อมดลูกไม่มากก็น้อย เช่น โรคเบาหวาน อาจทำให้มดลูกอักเสบ ติดเชื้อ เป็นเชื้อราและโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างความดันโลหิดสูง โรคไทรอยด์ โรคตับ โรคไต อาจทำให้มีการตกเลือดประจำเดือนมามากหรือกะปริบกะปรอย

   10. ตรวจภายในเป็นประจำตามกำหนดและตรวจทุกครั้งที่พบความผิดปกติ

       ความผิดปกติที่ว่าได้แก่ ตกขาวผิดปกติ (มามาก มีสี มีกลิ่น) มีเลือดออกผิดปกติ (กะปริบกะปรอยประจำเดือน มามาก มานาน) ปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือน เป็นต้น

        การตรวจภายในสามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาการอักเสบ ติดเชื้อในช่องคลอด ปากมดลูกจนทำให้มดลูกไม่ดีได้ ทั้งยังสามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการผิดปกติของมดลูกได้แต่เนิ่นๆเช่น เนื้องอกธรรมดาของโพรงมดลูก เนื้องอกธรรมดาของมดลูก และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ก่อนลงเอยด้วยการตัดมดลูก




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก thaiza.com




Read More

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โยคะกับวันมามาก

       เคยได้ยินความเชื่อเรื่องโยคะบ่อย ๆ ว่าช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้บ้างไหมคะ คุณได้ยินถูกต้องแล้วค่ะ โยคะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องวันนั้นของเดือนได้เป็นอย่างดี สาวๆ คงจะแอบสงสัยว่าแล้วอาการปวดท้อง (ของชั้น) เกิดจากอะไรหนอ แล้วโยคะมันไปช่วยให้หายปวดได้อย่างไรกัน อย่าเพิ่งงงงวยกันไปใหญ่ วันนี้เรามีเรื่องราวโยคะกับประจำเดือนมาฝากให้หายข้องใจกันค่ะ

        อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติ แต่สาวน้อยทั้งหลายอาจปวดมากถึงมากที่สุดบางคนอาจจะปวดจนเป็นลมเลยก็มี และสาเหตุของอาการปวดท้องก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ตำแหน่งของมดลูกที่อยู่ต่ำกว่าปกติ ความเครียดจากากรงาน หรือแม้กระทั่งความอ้วนก็เป็นสาเหตุของอาการปวดท้องได้เช่นกันนะคะ ดังนั้นเราจะต้องเตรียมพร้อมบริหารร่างกายกันตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ประจำเดือนเพิ่งหมดไป ทำต่อเนื่องสักสามสัปดาห์ แค่นี้อาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนก็จะเบาบางลงไปได้ค่ะ

      1. ท่าธนู
       ให้สาวๆ นอนคว่ำราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นชี้ฟ้า แล้วเอามือรวบข้อเท้าไว้ เกร็งหน้าท้องพร้อมหายใจเข้า ขณะที่ยกขาและทรวงอกขึ้นค้างไว้สักครู่ พร้อมเหยียดแขนไปนสุด ตามองตรงไปข้างหน้าพร้อมปล่อยจิตให้ว่าง ท่านี้ช่วยฝึกให้หน้าท้องแข็งแรง และมดลูกเกร็งแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ให้สาวๆ ค้างท่านี้ไว้พร้อมกับนับ 1-15 ก็พอ

      2. ท่าสามเหลี่ยม
       เป็นอีกท่าหนึ่งที่แนะนำ เพราะช่วยลดอาการเครียด ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยลดอาการปวดประจำเดือน กระตุ้นการทำงานของอวัยวะในช่องท้อง และช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังและไหล่อีกทั้งช่วยบริหารขาให้แข็งแรงด้วยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นท่าที่ได้ประโยชน์มากมายยิ่งนัก เหมาะกับสาวๆ ที่มีเวลาจำกัดเป็นอย่างยิ่งค่ะ

       ยืนแยกขาทั้งสองข้างให้พอกับระดับไหล่ ค่อยๆ ก้มตัวลงไปช้าๆ แล้วเอามือแตะที่พื้น หรือเสื่อโยคะ พยายามควบคุมขาและแขนให้ตึงพร้อมกับเกร็งท้องไว้ กำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับค้างท่านี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ โดยให้ตาให้มองไปที่หัวแม่โป้งเท้า หรือมองลอดใต้ขาไปไกล ๆ

      3. ท่าหน้าวัว
       เป็นท่าที่ทำง่าย ๆ สำหรับมือใหม่หัดโยคะที่ช่วยให้กล้ามเนื้อช่วงบนอันได้แก่ แขน ไหล่ หลังและหน้าท้อง คลายตัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดประจำเดือนได้อีกด้วยนะค่ะ

        เริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าคลาน ให้ฝ่ามือหัวเข้าและหลังเท้าติดพื้นไว้ด้วยค่ะ จากนั้นให้ยกขาซ้ายสอดเข่าซ้ายไปด้านหลังเข่าขวา แยกเท้าทั้งสองให้กว้าง แล้วหย่อนก้นนั่งระหว่างเท้าทั้งสองข้าง ตามมาด้วยการนั่งในท่าเท้าไขว้ แล้วให้เท้าขวาทับบนเท้าซ้ายโดยให้ส้นเท้าขวาใกล้สะโพกซ้ายมากที่สุดและส้นเท้าวางบนพื้น ส่วนเท้าซ้ายก็ให้วางใกล้สะโพกมากที่สุดเช่นกัน และปิดท้ายด้วยให้เข่าซ้ายวางบนพื้น ขณะหายใจเข้าให้ยกมือขวาเอื้อมไปจับกับมือซ้าย ค้างท่านี้ให้นานเท่าที่ลมหายใจเข้า เมื่อเริ่มหายใจออกก็เปลี่ยนท่าสลับข้าง

       หากยังไม่เชี่ยวพอและไม่สามารถเอามือทั้งสองข้างมาประสานกันได้ แนะนำให้เอาผ้าขนหนูมาช่วยพยุงแขนทั้งสองข้างแทนการเอาแขนมาติดกันนะคะ และทำหลายๆ ทีเข้า จะพบว่ามันสามารถทำได้อย่างง่ายดายค่ะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับ สุขภาพ จาก chicministry.com  
Read More

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กลิ่นกุหลาบช่วยความจำดี

          

          แม้ทางเดิน ชีวิตอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ผลการวิจัยจากทีมวิจัยเยอรมนีอาจทำให้ใครหลายคนอยากนำกลีบกุหลาบมา โรยบนเตียงนอนเลยก็ได้
          เหตุผลเพราะ เจน บอร์น และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลูเบค ประเทศเยอรมนี ทำการศึกษาพบว่าการดมกลิ่นหอมของดอกกุหลาบในระหว่างการนอนช่วยเพิ่มความ สามารถในการจำได้ดีขึ้นกว่าเดิม
          ทีมวิจัยได้ทดลองให้อาสาสมัคร 74 คน สูดดมกลิ่นกุหลาบระหว่างที่หลับ และตื่นขึ้นมาเล่นเกมเกี่ยวกับความจำในตอนเช้า การจับคู่ หรือเปิดไพ่ โดยผลการทดลองชี้ว่ากลุ่มที่ดมกลิ่นกุหลาบสามารถจำคู่ไพ่ได้มากถึง 97.2% ขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้ดมกลับจดจำได้เพียง 86%
         ทั้งนี้ บอร์นได้อธิบายว่ากลิ่นสามารถใช้เป็นตัวกระตุ้นการสร้างหน่วยความทรงจำใหม่ๆ ส่วนกลิ่นของกุหลาบจะส่งผลต่อความทรงจำในช่วงระยะการนอนหลับระยะหลับลึก หรือ Slow Wave เท่านั้น


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก มติชนออนไลน์ โดย thaihealth.or.th
Read More

เผยอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน

          บรรดาอาหารสารพัดชนิดที่มีให้หาซื้อกันได้อย่างเสรีนั้น มีคุณประโยชน์แตกต่างกัน อีกทั้งปริมาณที่กินเข้าไปด้วย นั่นคือ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน แต่ควรกินอยู่ด้วยความพอดี ยึดทางสายกลางเป็นหลัก
              เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกิน มีดังนี้
1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีส่วนประกอบของตะกั่วการกินไข่เยี่ยวม้าปริมาณมากๆ และบ่อยๆ อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว นอกจากนั้นยังทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้
          2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มเป็นส่วน ประกอบ และในสารส้มมีส่วนประกอบของตะกั่วการกินปาท่องโก๋ทุกวันจะทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำให้เสื่อมเร็ว เป็นโรคความจำเสื่อมนอกจากนี้ย้งทำให้คอแห้ง เจ็บคอโดยเฉพาะคนที่ร้อนในง่าย
          3. เนื้อย่าง ประเภทต่างๆ เนื้อที่ถูกรม ย่างไฟ จะเกิดสารเบนโซไพริน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
          4. ผักดอง การกินผักดอง หรือของหมักเกลือนานๆ จะเกิดการสะสมของเกลือโซเดียม ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดโรคความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่ายนอกจากของหมักดองยังมีสารก่อมะเร็ง แอมโมเนียมไนไตรต์
          5. ตับหมู ตับหมู 1 กิโลกรัม มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 400 มิลลิกรัม การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงมากๆ นานๆ จะทำ ให้หลอดเลือดแข็งตัว มีความเสี่ยง ต่อโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทางสมอง รวมถึงโรคมะเร็งด้วย
          6. ผักขม, ผักปวยเล้ง ผักขม, ผักปวยเล้งมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่มีกรดออกซาเลตมาก จะทำให้มีการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียมและสังกะสี
          7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปหลายชนิดมีสารกันบูด สารปรุงแต่งรสที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายการกินบะหมี่สำเร็จรูปบ่อยๆ จะทำให้ขาดสารอาหารและเกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย
          8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว การกินเมล็ดทานตะวันปริมาณมาก จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้ เป็นอันตรายต่ออวัยวะตับ
          9. เต้าหู้หมัก, เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้ มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายนอกจากนี้ ยังมีสารย่อยสลายโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
          10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินกว่า 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อ
การทำงานของ ประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม เกิดอาการปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ นอกจากนี้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย
          ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดปฏิบัติกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น

 ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก มติชนออนไลน์ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน
Read More
© ผู้หญิงวันนี้ All rights reserved | Theme Designed by Seo Blogger Templates