แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การดูแลลูก


บทความนี้เหมาะสำหรับคุณแม่หรือคุณพ่อมือใหม่ที่ต้อการเรียนรู้เกี่ยวกับการอาบน้ำ การแต่งตัวให้กับเจ้าตัวน้อย การดูแลเล็บ สะดือ และเส้นผม การอาบน้ำทุกๆวันให้กับเจ้าตัวน้อยวัยแรกเกิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าหนาวในวัยนี้ควรอาบน้ำด้วยฟองน้ำสำหรับพวกเขาก็เพียงพอแล้ว

• เริ่มต้นด้วยการทำความสะอาดดวงตาน้อยๆโดยเริ่มจากการนำผ้าชื้นหมาดๆ หรือใช้สำลีก้าน (cotton bud)ชุบน้ำหมาดๆเช็ดจากด้านในสู่ด้านนอก
 
• หลังจากนั้นเริ่มทำการล้างหน้า และต้องมั่นใจว่าคุณได้ทำความสะอาดบริเวณหลังหูแหละส่วนลำคอ หลักจากนั้นเริ่มทำความสะอาดส่วนแขนและลำตัวทั้งส่วนหน้าและหลัง และหลังจากนั้นให้ทำการเช็ดให้แห้ง ในทุกๆส่วน
 
• ถ้าผิวของเจ้าตัวน้อยต้องการความชุ่มชื้น สามารถทาเบบี้ออยให้ลูกน้อยได้โดยใส่เบบี้ออยลงไปในน้ำที่ทำการล้างตัวแต่การจะทำขั้นตอนนี้ควรจะทำหลังจากที่สายสะดือหลุดออกไปแล้วเท่านั้น
 
• หลังจากเช็ดตัวให้เจ้าตัวน้อยแล้ว ควรจะแน่ใจว่าได้ทำให้ส่วนตรงสะดือของเขาแห้งสะอาด คุณแม่และคุณพ่ออาจจะใช้สำลีก้านเช็ดอีกทีเพื่อทำให้สะดือสะอาดขึ้น
 
• ให้คุณพ่อหรือคุณแม่ทำความสะอาดส่วนล่างเป็นที่สุดท้ายโดยเริ่มทำจากข้างหน้าไปข้างหลัง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ค่อยๆล้างให้สะอาดระหว่างช่องปัสสาวะแลช่องอุจจาระ
 
• เมื่ออาบน้ำเสร็จควรทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกอบอุ่นด้วยการห่อผ้าให้กับพวกเขา

ผ้าอ้อมกับเจ้าตัวน้อย
ในการใส่ผ้าอ้อมให้พวกเขาคุณควรจะมั่นใจว่าผ้าอ้อมเด็กนั้นไม่ได้ไปเสียดสีกับสายสะดือที่ยังไม่หลุด หากเป็นเด็กผู้ชายให้จับส่วนตรงอวัยวะเพศให้ลดต่ำลงเพื่อให้เขาไม่ปัสสาวะเลอะบริเวณสะดือ

แต่งตัวให้กับเจ้าตัวน้อย
จัดการแต่งตัวให้กับพวกเขาในชุดที่สบายๆ และไม่รัดจนเกินไปและเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ควรรั้งหรือดึงผ้าอ้อมเด็กและไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เจ้าตัวเล็กขยับได้ไม่ถนัด ทำความสะอาดหูของเจ้าตัวน้อยคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความสะอาดใบหูส่วนนอกของเจ้าตัวน้อย หากจำเป็นอาจจะเป็น 3-4 ครั้งแต่สัปดาห์หรือสัปดาห์และครั้ง การตัดเล็บของเจ้าตัวน้อยถ้าเจ้าตัวน้อยเล็บเริ่มยาว คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำการขูดด้วยมือของคุณพ่อคุณแม่จนเล็บนั้นหลุดไปได้แต่หากเล็บเริ่มแข็งให้ใช้กรรไกรตัดเล็บสำหรับเด็กเล็กแทนโดยเริ่มตัดตรงๆ หลังจากนั้นอาจจะทำการเล็มหากเล็บยังยาว การดูแลผมให้กับเจ้าตัวน้อยควรจะหวีผมให้กับเจ้าตัวน้อยด้วยแปรงหวีผมนุ่มๆ โดยเริ่มจากหวีสวนทาง เพื่อป้องกันไขบนศีรษะของตัวตัวน้อย 


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็กจาก drypers.co.th
Read More

ระบบปัสสาวะคุณผิดปกติหลังคลอดหรือไม่?



หากคุณแม่จาม, วิ่ง หรือ กระโดดและมักจะมีปัสสาวะไหลเป็นหยดๆตามมาด้วยล่ะก็ถึงเวลาที่จะต้องออกกำลังกายกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแล้วล่ะค่ะ

ผู้หญิงส่วนมากที่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือหลังคลอดมักจะพบอาการนี้กันเป็นประจำเมื่อพวกเขาจาม, ไอ หรือวิ่ง อาการนี้ไม่ใช่อาการผิดปกติอะไร แต่ในเวลาที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอดใหม่ๆ นั้นกล้ามเนื้อส่วนนี้จะมีอาการบวมหรือเกิดความเครียดที่เกิดจากการตั้งครรภ์แต่ปัญหาเกี่ยวกับระบบกระเพาะปัสสวะของคุณแม่จะดีขึ้นหรือค่อยๆหายไปเมื่อกล้ามเนื้อส่วนนั้นมีอาการบวมน้อยลง ดังนั้นคุณแม่ควรออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อที่กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะมีการฟื้นตัวที่เร็วขึ้น

บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนนี้หลังการให้กำเนิดบุตรจะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม เพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งช่วยในการรักษาแผลเย็บต่างๆได้ และในขณะเดียวกันการออกกำลังกายที่ส่วนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะไม่ทำให้คุณแม่มีอาการปัสสาวะกะปริบกะปรอยอีกด้วย
Read More

เมื่อเจ้าตัวเล็กร้องไห้


คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการปลอบลูกน้อยเมื่อร้องไห้นั่นคือต้องมีความอดทนและใจเย็นมากๆ หากมันยากมากที่จะทำใจเย็น คุณพ่อคุณแม่ต้องข่มมันไว้ค่ะ การปลอบนั้นมักจะใช้เวลาเสมอ เพราะฉะนั้นต้องค่อยๆปลอบพวกเขาและเจ้าตัวน้อยจะค่อยๆ อารมณ์ดีขึ้นไปเองเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เห็นเจ้าตัวน้อยร้องไห้โดยที่ไม่รู้สาเหตุมักจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สบายใจเสมอ แต่โดยส่วนมากเมื่อพวกเขาร้องไห้ พวกเด็กๆต้องการความอบอุ่น หรือไม่ก็อยู่ในอาการหิว แลนี่จะเป็นเคล็ดลับในการปลอบเจ้าตัวน้อยเวลาที่พวกเขาร้องไห้

15 วิธีปลอบเจ้าตัวน้อยเมื่อเขาร้องไห้
• อุ้มเจ้าตัวน้อยด้วยการพาดไว้บนบ่า โดยให้หัวน้อยๆของพวกเขาแตะที่แก้มของคุณ เพราะการอุ้มเจ้าตัวน้อยไว้บนบ่าทำให้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่หลังและท้องได้
• หากเจ้าตัวน้อยร้องไห้ ลองชี้จุดไปที่อื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ อาจจะช่วยให้ไม่ร้องไห้ได้
• เจ้าตัวน้อยชอบอิงแอบอยู่ในที่แคบๆ เพราอย่างนั้นรถเข็นเด็กหรือเตียงเด็กอาจจะทำให้พวกเค้ากลัวได้เพราะว่ามีพื้นที่ใหญ่เกินไป ให้ลองนำผ้าห่มหรือหมอนไปวางไว้จะสามารถทำให้เด็กๆรู้สึกดีขึ้นมาได้
• ห่อเจ้าตัวน้อยด้วยผ้าอ้อมแต่ต้องมั่นใจว่าไม่ทำให้รัดมากจนเกินไปเพราะการพันด้วยผ้าอ้อมจะทำให้พวกเค้ารู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
• อาบน้ำก่อนที่จะเข้านอน
• เวลาใส่ที่ sling ควรจะให้เจ้าตัวน้อยอยู่ในระดับที่สูงเพื่อที่คุณจะได้จูบที่หน้าผากพวกเขาได้ถนัด การทำแบบนี้จะทำให้พวกเขาได้กลิ่นของคุณพ่อคุณแม่, ได้ยินเสียงหัวใจของคุณพ่อคุณแม่ และรู้สึกอบอุ่น
• พยายามพูดคุย, ร้องเพลง, หรือฮัมเพลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
• เวลาที่เจ้าตัวน้อยอยู่รอบๆให้พยายามอยู่ในที่ๆ มีแสงอ่อนๆ และเสียงเบาๆ เพราะว่าเด็กๆ บางคนจะเหนื่อยเกินไปหรือรู้สึกถูกกระตุ้นจนเกินไป
• การตบเป็นจังหวะเบาๆที่ก้นของเจ้าตัวน้อยจะเป็นการกระตุ้นความรู้สึกสงบให้แก่พวกเขา
• White noise บางครั้งพวกเสียงดังๆต่างๆ พวกเครื่องดูดฝุ่น  เสียงเครื่องซักผ้า เสียงพัดลม แม้กระทั่งเสียงที่เป่าผม ก็เป็นสิ่งที่เด็กหลายๆคนรู้สึกว่ามันเป็นที่กล่อมอย่างหนึ่ง
• หากการให้นมแม่ไม่เป็นผลในการปลอบพวกเขา ลองให้เด็กใช้จุกนมหลอก ผ้าห่มนุ่มนิ่ม หรือนิ้วของคุณพ่อคุณแม่ เพราะว่าเด็กบางคนจะอารมณ์ดีขึ้นได้โดยการดูดมากกว่าการกินนั่นเอง
• ดันรถเข็นเด็กไปมาอาจจะทำให้เด็กๆ สงบขึ้น
• ไปสูดอากาศนอกบ้าน หรือการเปลี่ยนสถานที่อาจจะทำให้พวกเขาอารมณ์ดีขึ้นได้



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็กจาก drypers.co.th
Read More

เมื่อเจ้าตัวน้อยชอบร้องไห้ในที่ๆคนพลุกพล่าน

บางทีการที่เจ้าตัวน้อยร้องไห้นั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของเด็กวัยนี้ แต่เป็นตัวคุณพ่อคุณแม่เองนี่แหละที่กังวลมากจนเกินไป บางทีคุณพ่อคุณแม่ควรจะเปลี่ยนทัศนคติ อย่างเช่นควรจะคิดว่า คนส่วนมากนั้นเข้าใจเวลาที่เจ้าตัวน้อยเกิดร้องไห้ขึ้นมา หากคุณแม่ต้องการให้น้ำนมลูกในที่สาธารณะ ก็ควรจะให้เจ้าตัวน้อยได้กินอิ่มอย่างที่เค้าเรียกร้อง อาจจะนำผ้าห่มเพื่อปกปิดเจ้าตัวน้อยในขณะให้น้ำนมจะทำให้คุณแม่รู้สึกเป็นส่วนตัวและไม่รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ตลอด



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็กจาก drypers.co.th


Read More

กังวลเรื่องการร้องไห้ โคลิค


โคลิค หรือ ภาษาไทยเรียกว่าการร้องร้อยวันนั้นช่างเป็นปัญหาใหญ่ของพ่อแม่ทุกคน โคลิคเป็นอาการที่เกิดขึ้นน้อยแต่ถึงแม้ว่าเกิดขึ้นได้น้อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วก็สร้างความปวดหัวได้เป็นอย่างมาก อาการโคลิคของเด็กอาจจะผ่านไปได้ยากเพราะฉะนั้นหากมีปัญหาควรจะปรึกษาปัญหานี้อย่าล่าช้าเด็ดขาด

อาการโคลิคเป็นอาการเจ็บป่วยระยะสั้นที่เจ้าตัวเล็กมักจะร้องไห้อย่างรุนแรง และให้ความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังรู้สึกปวดท้องอย่างมาก อาการโคลิคสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อทารกมีอายุตั้งแต่ 3 อาทิตย์ขึ้นไป โดยที่มาของสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด

อาการเหนื่อยมากเกินไปไม่ใช่โคลิค เนื่องจากอาการโคลิคเกิดขึ้นน้อย อย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะรู้สึกสับสนกับอาการที่เจ้าตัวน้อยเหนื่อยมากไปว่าเป็นโคลิคหากเป็นอาการโคลิค เจ้าตัวน้อยจะร้องไห้อย่างน้อยๆ 3 ชั่วโมงต่อวัน และเป็นอย่างน้อยที่สุดเป็นอยู่แบบนี้ 3 วันในหนึ่งอาทิตย์ และจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยๆ ติดต่อกันแบบนี้ 3 อาทิตย์ หากไม่ได้ร้องไห้บ่อยแบบนี้ ก็คือไม่ได้มีอาการโคลิคเพียงแต่เจ้าตัวน้อยต้องการการดูแลแบบปกติเท่านั้นเอง อาการโคลิคไม่ใช่อาการปกติที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆจึงทำให้พ่อแม่ส่วนมากเป็นกังวลหากเจ้าตัวน้อยเป็นโคลิคขึ้นมา และอาการนี้ยังเป็นฝันร้ายอย่างมากกับเจ้าตัวน้อยด้วยเพราะว่าพวกเด็กๆสามารถร้องไห้ได้วันละเป็นชั่วโมงๆ โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ
สิ่งที่ควรลอง
หากเจ้าตัวน้อยเกิดอาการไม่สบายตัวลองทำตาม
•นมวัวอาจจะเป็นต้นเหตุของปัญหา บางทีอาจะต้องปรึกษาคุณหมอเพราะเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่สามารถย่อยแลคโตสในนมวัวได้จึงทำให้ร้องไห้
•การห่อตัวทารกเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
•บางครั้งมีการนำไปฝังเข็มหรือตรวจกระดูกหุ้มสมองเพื่อการเช็ค ซึ่งควรจะมีการปรึกษาปัญหากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง
หากสงสัยว่าอาการโคลิคจะเป็นอีกนานเท่าไหร่ ไม่สามารถมีใครตอบได้ สิ่งที่ควรทำคือขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพราะว่าอาการโคลิคสามารถทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความเครียดได้มาก ซึ่งจะผ่านช่วงนี้ไปได้ต้องอาศัยความอดทนและพลังใจอย่างมาก



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็กจาก drypers.co.th
Read More

การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก


การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก จะช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นเอ็น ให้พร้อมสำหรับพัฒนาในแต่ละช่วงวัย การฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอช่วยให้เด็กได้พัฒนาการทักษะด้านเคลื่อนไหว ส่งผลให้เป็นคนกระฉับกระเฉง มีความจำดี มีสมรรถภาพของร่างกายที่ดีด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เด็กมีความมั่นใจที่จะทำกิจกรรมต่างๆทั้งการเรียนและนอกห้องเรียน นอกจากนี้การออกกำลังยังช่วยให้เด็กเล็กมีการตัดสินใจดีขึ้นประสาทและ กล้ามเนื้อมีความสัมพันธ์ กันและเป็นการปูพื้นฐานทักษะ การเคลื่อนไหวในขั้นยาก ๆ เมื่อเติบโตขึ้นต่อไป
วัยทารก-หัดคลาน
เด็กสามารถออกกำลังกายได้ตั้งแต่วัยทารกโดยการทำกิจกรรมร่วมกับคุณพ่อ คุณแม่ เช่น หรือ กิจกรรมออกกำลังกายเด็กเล็กที่เน้นการขยับแขนขา เพื่อพัฒนาข้อต่อ เส้นเอ็น การให้เด็กคว่ำตัวทำให้เด็กพยายามเกร็งลำตัวเพื่อผงกหัวเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อลำตัวและช่วงหลัง เด็กวัยทารกเมื่อถึงวัยคลานใครหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรถ้าเด็กไม่คลาน แท้จริงนั้น การคลานมีความสำคัญหลายอย่างมาก การคลานเป็นการใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนมากกว่าการเดิน เด็กได้เรียนรู้การใช้มือและแขน และเมื่อเข้าสู่วัยเริ่มเด็ก พอเด็กจะล้ม เด็กจะสามารถเอามือออกมากัน เพื่อไม่ให้ศีรษะฟาดพื้น ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้เช่นนี้ เมื่อเด็กเจ็บเด็กก็จะกลัว ไม่กล้าที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งมีผลต่ออนาคตของเด็กวัยกำลังคลาน และเด็กวัยก่อนและวัยเข้าอนุบาลควรได้รับการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ทุกวัน เหมือนเป็นการสะสมพัฒนาการให้ค่อยเป็นค่อยไป


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก mamypoko.com
Read More

การนอนกับพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยวัย 12 เดือน



เมื่อลูกน้อยเข้าสู่ช่วง 12 เดือน ลูกน้อยจะหมดพลังงานไปกับการสำรวจโลก เพราะลูกน้อยมองโลกใบใหญ่ใบนี้ เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และน่าสนใจมาก และด้วยความที่ลูกน้อยนั้นมีพลังงานที่เต็มเปี่ยมล้นเสียเหลือเกิน ทำให้ตอนนี้ลูกน้อยก็จะมัวแต่ลองเล่นนู่น นี่ นั่นเพื่อเป็นการสำรวจของแบบไม่เหน็ดเหนื่อย จึงป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยวัย 12  เดือนนี้มักจะไม่ค่อยอยากจะนอน หรือนอนยาก เพราะพวกลูกน้อยคิดว่าการนอนนั้นถือว่าเป็นการรบกวนการสำรวจโลกใบใหญ่ของเขาตอนนี้ และอาจจะมีอารมณ์เสียด้วย หากว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเรียกเจ้าตัวน้อยมานอน และบ่อยครั้งที่ลูกน้อยมักจะแสดงท่าทางหรือคำพูดสั้นๆที่ปฏิเสธการนอน แต่อย่างไรก็ตาม คุณควรทำตารางการนอนของลูกน้อยให้เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่การนอนเยอะๆ แต่หมายถึงนอนให้พอดีและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เนื่องจากการนอนหลับนั้นมีส่วนสำคัญมากสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเอาใจใส่เรื่องนี้กับลูกน้อยให้มากขึ้นเพราะว่าการนอนนั้นถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ เป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และเป็นช่วงเวลาของการผลิต Growth Hormones คือฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต ส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางร่างกายและสมองที่แข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งจะช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกแจ่มใสคุณพ่อคุณแม่จะต้องจัดตารางเวลาการนอนของลูกให้ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการนอนที่เป็นสุขให้แก่ลูกน้อยด้วยห้องนอนที่ดีต้องไม่มีสิ่งใดๆมารบกวน ไม่ว่าจะเป็นเสียงจะต้องเงียบ และความชื้นรวมไปถึงมดที่จะมากัด ขัดความสุขในช่วงเวลานอนของลูกน้อยอีกด้วยนั่นเอง



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก mamypoko.com
Read More

พัฒนาการของลูกน้อย เกณฑ์รูปร่าง น้ำหนัก : แรกเกิด ~ 5 กิโลกรัม


ร่างกายโดยรวม

เมื่อแรกเกิด
ทารกจะยังคงมีร่างกายและแขนขาเล็ก
ซึ่งแตกต่างกับความคิดที่ว่าทารกจะตัวอ้วนกลมเล็กน้อย

ศีรษะ

อาจจะมีรูปร่างเบี้ยวเล็กน้อย
และมีส่วนที่ปูดออกมา
ศีรษะด้านบนจะมีช่องว่าง (ศีรษะด้านหน้า) ที่ไม่มีกระดูก
แต่ศีรษะจะค่อย ๆ เข้ารูป
และช่องว่างจะหายไปภายในช่วงอายุ 1-2 ขวบ

คอ

มีรูปร่างเรียวเล็กและไม่แข็งแรง
จะโยกเอนไปมา
ไม่สามารถรับน้ำหนักศีรษะที่หนักได้

แขน

โดยธรรมชาติ ทารกจะงอข้อศอก
และกำมือทั้งสองข้างเบา ๆ
อยู่ในลักษณะรูปตัว w
ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับตอนที่อยู่ในท้องคุณแม่

ขา

จะงอหัวเข่า และอ้าขาไปด้านนอก
เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณต้นขายังไม่แข็งแรง
ลักษณะขาที่อยู่ในรูปตัว M นี้
เป็นลักษณะโดยธรรมชาติ

สะดือ

สายสะดือจะหลุดออกเมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์
หลังจากนั้นสะดือจะยังคงเปียกอยู่ประมาณ 1 เดือน
ซึ่งหากสัมผัสถูกขอบผ้าอ้อม ฯลฯ
อาจจะทำให้เกิดแผลและอักเสบได้

ร่ายกาย

อุณหภูมิของร่างกายจะสูงประมาณ 37 องศาเซลเซียส
ซึ่งทารกจะยังไม่สามารถปรับอุณหภูมิของร่างกายเองได้
จึงต้องช่วยควบคุณอุณหภูมิโดยการ ปรับระดับอุณหภูมิห้อง ใช้เครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องนอนช่วย




ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก mamypoko.com
Read More

ภาษาของทารก

การเข้าใจภาษาทารกไม่ใช่เรื่องยาก แต่คุณแม่มือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับภาษาของทารกโดยเฉพาะลูกคนแรกด้วยแล้ว ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจภาษาของลูกน้อยกันค่ะ


อายุ 0-1 เดือน
ทารกจะนอนกลับเป็นส่วนใหญ่จึงยังไม่อาจสื่อสารอะไรได้มากนัก ช่วงวันนี้เมื่อทารกเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้มากขึ้น เมื่อลูกได้ยินเสียงดังรอบข้างมักจะมีการสะดุ้งตกใจ
อายุ 2-4 เดือน
ทารกจะเริ่มส่งยิ้มกับผู้ที่มาหยอกล้อเล่นได้อย่างมีความสุข และสามารถแยกเสียงสูงต่ำได้เนื่องจากระบบการได้ยินเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

อายุ 5-6 เดือน
เมื่อเด็กได้ยินเสียงที่ตนพอใจก็จะตื่นเต้นและส่งท่าทางเพื่อตอบสนองรับกับเสียงที่ได้ยินนั้นในระดับหนึ่ง

อายุ 7-12 เดือน
เด็กในวัยนี้จะเริ่มเข้าใจความหมายของคำที่คุณแม่สื่อสารด้วย เช่น ปาป๊า มาม๊า จ๊ะจ๋า หม่ำๆ เป็นต้น นอกจากนี้จะสามารถรับรู้และจดจำชื่อขอตัวเองได้ รวมถึงคำต่างๆ ที่เราสื่อสารกับลูกอย่างสม่ำเสมอค่ะ

อายุ 1-2 ปี
เด็กเริ่มเรียนรู้และเข้าใจคำต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สื่อสารด้วยได้ สามารถชี้ภาพได้ 2-3 ภาพและรู้จักอวัยวะของตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 ส่วน แต่จะสามารถรับรู้ได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการสื่อสารและการกระตุ้นพัฒนาการของคุณพ่อและคุณแม่ด้วยค่ะ คุณแม่ควรหมั้นเล่นสื่อสารกับลูกบ่อยๆ ลูกจะจดจำและตอบสนองในสิ่งที่รับรู้ได้ดีมากยิ่งขึ้น เช่น ลองบอกให้ลูกน้อยหยิบของเล่น
ภาษาและการแสดงออกของทารก
ในช่วง 3 ปีแรก เด็กจะมีพัฒนาการด้านการรับรู้และแสดงออกทางด้านภาษากับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่มในครรภ์จึงส่งผลให้สามารถตอบสนองในสิ่งที่ได้ยินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทารกยังไม่สามารถแสดงออกได้มากเท่าการเรียนรู้และจดจำในสิ่งที่ได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่
เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่ 6-9 เดือน เด็กจะเริ่มส่งเสียง อ้อแอ้ เป็นช่วงที่เด็กกำลังเริ่มหัดใช้ภาษาและพัฒนาการต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถพูดเป็นคำได้ในอนาคต คุณแม่สามารถช่วยส่งเสริมทักษะของลูกน้อยได้โดยสื่อสารกับลูกน้อยเป็นประจำ ลูกจะจดจำและเกิดการเรียนรู้เมื่อพบว่าตัวเองมีคู่สนทนาตรงหน้า คุณแม่ควรเน้นพูดประโยคสั้นๆ ไม่ยาวเกินไป และเว้นจังหวะเพื่อให้ลูกได้ตอบสนองคุณแม่บ้างค่ะ จริงๆ แล้วคุณแม่สามารถคุยกับลูกได้ทุกเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า เวลาลูกทานข้าว คุณแม่อาจพูดคำว่า “หม่ำๆ” ลูกจะเข้าใจว่านี่เป็นเวลาทานข้าว หรือเวลาอาบน้ำ คุณแม่อาจพูดว่าอาบน้ำขณะทอดเสื้อผ้าลูกอยู่ หรืออุ้มพาเขาไปที่กระมังอาบน้ำ นอกจากนี้คุณแม่สามารถใช้ของเล่นมาเป็นตัวช่วยแสดงท่าทางประกอบเพื่อกระตุ้นการรับรู้และตอบสนองทางภาษาของคุณแม่ได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่คุณแม่ไม่ควรพูดคำเดิมบ่อยๆ หรือให้ลูกเล่นกับของเล่นเดิมๆ เพราะเมื่อลูกรับรู้ในสิ่งนั้นจนคุ้นชิน ลูกจะไม่รู้สึกตื่นกับอะไรใหม่ๆ แล้ว คุณแม่ควรเปลี่ยนคำพูด หรือหยอกล้อเล่นด้วยท่าทางใหม่ๆ เปลี่ยนของเล่นชิ้นใหม่เพื่อเปิดโลกทัศน์และกระตุ้นการการสร้างพัฒนาการใหม่ๆ ให้ลูกรู้สึกตื่นตาตื่นใจเพื่อให้เค้าอยากมีการเรียนรู้เพิ่มขึ้นต่อไป
การเข้าใจภาษาของทารกไม่ใช่เรื่องยากแต่ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของคุณแม่ทั้งสิ้น หากคุณแม่สื่อสารภาษามาจากใจ เชื่อว่าลูกจะย่อมเป็นเด็กที่เรียนรู้อย่างได้อย่างฉลาดแน่นอนค่ะ



ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก mamypoko.com
Read More

เสริมพัฒนาการลูกน้อยระหว่างอาบน้ำ



ได้เวลา “ป๋อมแป๋ม” กันแล้ว อีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกน้อยที่จะได้ลงอ่างอาบน้ำให้สบายตัว ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้หากคุณ
พ่อคุณแม่รู้จักเพิ่มเติมองค์ประกอบบางอย่างลงไป ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาอาบน้ำของลูกน้อยเต็มไปด้วยความสุข สนุก สะอาด ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อยไปได้พร้อมๆ กัน
เสริมพัฒนาการของลูกตอนอาบน้ำ

ระหว่างที่ลูกน้อยกำลังวุ่นอยู่กับการอาบน้ำ คุณพ่อคุณแม่อาจเสริมด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ก็ตาม ด้วยวิธี 3ส. ดังนี้
ส.ที่ 1 = สุข เด็กกับน้ำเป็นของคู่กันอยู่แล้ว เวลาที่เด็กได้เล่นอยู่กับน้ำจะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขหรือ “สารเอนดอร์ฟีน” ออกมา ซึ่งสารแห่งความสุขนี้จะส่งผลทางด้านบวกต่อการรับรู้และเรียนรู้ ช่วยให้ลูกพร้อมซึมซับประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการอาบน้ำซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างบรรยากาศในการอาบน้ำที่เอื้อต่อการเกิดความสุขได้ดังนี้
  • ปรับอุณหภูมิน้ำให้เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปไม่เย็นเกินไป อุณหภูมิของน้ำที่พอเหมาะจะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวเกิดความสุขตลอดการอาบน้ำ
  • คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมละมุน เพราะกลิ่นหอมก็ช่วยลูกมีความสุขได้
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองเครื่องหมายไฮโป-อัลเลอร์เจนิกจากสหรัฐอเมริกา จึงไม่ก่อให้เกิดการแพ้* ไม่ระคายเคือง ปลอดภัยต่อผิวลูกน้อย ให้ลูกน้อยมีความสุขทุกครั้งที่อาบน้ำ
ส.ที่ 2 = สนุก เมื่อเด็กมีความสุขก็พร้อมที่จะเรียนรู้ และการเรียนรู้ของเด็กก็คือการที่เด็กได้เล่นสนุกนั่นเอง ดังนั้นเพื่อเพิ่มพัฒนาการให้กับลูกน้อยในระหว่างอาบน้ำให้คุณพ่อคุณแม่เลือกสรรของเล่นลงอ่างอาบน้ำให้เหมาะสมด้วย ซึ่งของเล่นในอ่างอาบน้ำก็มีความแตกต่างกับดังนี้
  • ของเล่นลอยน้ำ คือ ของเล่นทุกอย่างที่ลอยน้ำได้ ไม่ว่าจะเป็นเป็ดยางหรือเรือลอยน้ำ ของเล่นเหล่านี้จะช่วยเสริมพัฒนาการในเรื่องการหยิบจับ ส่วนของเล่นลอยน้ำบางประเภทที่เป็นยางอาจจะบีบให้เกิดเสียงยังจะช่วยในเรื่องของกล้ามเนื้อมือมัดเล็กและการตอบสนองในการฟังได้อีกด้วย
  • ของเล่นจมน้ำ ได้แก่พวกตุ๊กตุ่นตุ๊กตายางที่มีสีสันต่างๆ ที่ไม่สามารถลอยน้ำได้ จะช่วยในเรื่องการกะระยะ เวลาที่ลูกน้อยต้องเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตุ่นขึ้นมาจากก้นอ่าง
  • นิทานกันน้ำ ปัจจุบันนอกจากเวลานอนแล้ว เวลาอาบน้ำคุณพ่อคุณแม่ก็ยังสามารถเล่านิทานให้ลูกน้อยฟังได้ด้วยนิทานกันน้ำ ซึ่งลูกน้อยสามารถชี้รูปภาพและหยิบจับได้โดยนิทานไม่เปียก ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมองและจินตนาการในระหว่างอาบน้ำ
  • ของเล่นเสริมพัฒนาการ นอกจากนี้ผู้ผลิตของเล่นยังคิดค้นของเล่นที่สามารถเล่นในอ่างน้ำได้ ซึ่งออกแบบมาให้สามารถช่วยเสริมพัฒนาการหลายๆ ด้านได้ในเวลาเดียวกัน เช่น เรือของเล่นลอยน้ำที่สามารถต่อได้หลายแบบและเทน้ำใส่ลงไปแล้วเรือก็จะแล่นได้เอง เป็นต้น
ส.ที่ 3 = สะอาด คือความสดชื่นหลังอาบน้ำ การที่ลูกน้อยได้อาบน้ำอย่างสะอาดช่วยให้ลูกน้อยมีความสุขและรักการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติที่อ่อนละมุนเป็นพิเศษ เช่น
  • เลือกสบู่ที่มีกลิ่นหอมอ่อนโยน ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่มีน้ำหอมฉุน
  • เลือกครีมอาบน้ำที่ทำความสะอาดผิวของลูกน้อยอย่างอ่อนโยน ปราศจากสารเคมีรุนแรงที่อาจทำให้ลูกน้อยระคายเคือง
  • เลือกแชมพูที่อ่อนโยนไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ และควรเป็นสูตร No Tears ช่วยให้ไม่ระคายเคืองตาเวลาสระผม หากเป็นสูตร 2 อิน 1 ก็จะช่วยให้ผมของลูกน้อยลื่นและประหยัดเวลาอีกด้วย
  • หลังอาบน้ำอย่าลืมทาแป้งลงบนผิวที่สะอาดของลูกน้อย เพื่อลดผดผื่นด้วยแป้งเด็กที่มีสารสกัดธรรมชาติจากขมิ้น
หลังจากสิ้นสุดเวลาอาบน้ำแล้ว ผิวของลูกน้อยก็จะสะอาดสดชื่น ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบ ไฮโป-อัลเลอร์เจนิก ช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวและพร้อมเรียนรู้กับช่วงเวลาอื่นๆ ได้อีกตลอดทั้งวัน
* ไม่ก่อให้เกิดการแพ้ในกลุ่มทดลอง เว้นแต่การแพ้ส่วนบุคคลหรือการระคายเคือง





ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก care.co.th
Read More

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รักลูกต้องให้ลูกเล่น


          พ่อแม่ทุกคนล้วนรักลูกดั่งแก้วตาดวงใจ แม้แต่ยุงก็ไม่ให้ไต่ ไรก็ไม่ให้ตอมดังนั้นจึงไม่แปลกที่เด็กส่วนใหญ่จะถูกห้ามไม่ให้ไปเล่นซน เพราะผู้ปกครองสุดที่รักกลัวลูกๆ จะได้แผลกลับบ้าน แต่แน่นอนว่าเจ้าตัวน้อยวัยซนย่อมอยากออกไปวิ่งเล่นสนุกกับเพื่อนๆบ้าง
          ทั้งนี้ ปีเตอร์ เกรย์ นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบอสตัน วิเคราะห์ว่าการจำกัดอิสระในการเล่นของเด็กมากเกินไป มีแต่จะก่อให้เกิดผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า ประหม่า และเด็กมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายมากขึ้น สาเหตุก็มาจากเจ้าหนูน้อยรู้สึกว่าควบคุมชีวิตของตัวเองได้น้อยลง "หากเราไม่ปล่อยให้เด็กได้เล่น พวกเขาจะไม่รู้วิธีเจรจา วิธีควบคุมชีวิตตัวเอง ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและไม่รู้จักประนีประนอม" เกรย์กล่าวสรุป
          ขณะเดียวกัน เดวิด ไวท์เบรด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็วิเคราะห์ในทำนองเดียวกันว่า เด็กที่ถูกพรากเวลาเล่นไปจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเองได้
          ทั้งนี้ ไวท์ เบรด แนะนำให้ผู้ปกครองหันมาใช้เวลาทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกับเด็ก โดยแสดงทัศนะว่า "ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการควบคุมตัวเองจะทำให้เด็กได้ดีมากกว่าการอ่านออกเขียนได้"
          เมื่อรู้อย่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสไปวิ่งเล่นตามอำเภอใจเสียบ้าง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของลูกก็ยังสำคัญที่สุด ดังนั้นจึงต้องหาสมดุลระหว่างการให้อิสระกับความเป็นห่วง


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก thaihealth.or.th
Read More

กฎเหล็กต้องรู้ ให้ยาลดไข้สำหรับเด็ก


        การใช้ยาเพื่อบรรเทาความป่วยไข้สำหรับคนแต่ละวัยนั้นไม่เหมือนกัน ยาบางชนิดเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ด้วยเหตุนั้น ก่อนให้ยาสำหรับลูกน้อย จะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอย่างไรบ้าง
        เภสัชกรหญิง ฤดีรัมภา ตันนามัย เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเด็ก กล่าวว่า ยาแก้ปวดลดไข้ทั่วไป มีอยู่ด้วยกันสามชนิด ชนิดแรกที่รู้จักกันดี ก็คือ พาราเซตามอล อีกตัวที่ชอบใช้กันก็คือแอสไพริน ส่วนตัวสุดท้ายก็คือไอบิวโพรเฟ่น
       “พาราเซตามอล นั้นปลอดภัยที่สุด ส่วนอีกสองตัวนั้นไม่แนะนำในเด็ก เพราะว่ามีผลทำให้เกร็ดเลือดไม่ค่อยแข็งตัว เลือดไหลง่าย อย่างเช่นแอสไพริน หมอจะไม่แนะนำเลยสำหรับผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออก และขณะที่เราอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นไข้เลือดออกหรือเปล่า เราก็แนะนำให้เลี่ยงไปก่อนเลย สำหรับเด็ก ส่วนไอบิวโพรเฟ่น อาจจะใช้ได้ในภาวะที่มีไข้สูง เพราะว่ามันค่อนข้างออกฤทธิ์เร็วกว่าพาราเซตามอล
       เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน ต้องระมัดระวังในการใช้ยาลดไข้ เพราะอาจมีผลเสียต่อตับได้ ควรใช้การเช็ดตัวลดไข้เป็นหลัก และใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ถือเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงในเด็ก มีให้เลือกใช้ 3 ชนิดคือ ชนิดหยดสำหรับเด็กเล็กๆ และเด็กที่กินยายาก (ขนาด 1 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.)
        หลักการทานยาสำหรับเด็ก จากข้อมูลของโรงพยาบาลเด็ก มีการให้คำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ คือ ชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กเล็ก (ขนาด 1 ช้อนชาหรือ 5 ซีซีต่อน้ำหนักตัว 10 กก.) และชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กโต (ขนาด 1 ช้อนชาต่อน้ำหนักตัว 20 กก.) แนะนำให้ใช้ทุก 4-6 ชั่วโมงเวลามีไข้
       สำหรับยาลดไข้ไอบูโปรเฟนที่หลายคนเรียกว่า ยาลดไข้สูง มักช่วยให้ลดไข้ได้ดีกว่ายาพาราเซตามอล แนะนำให้ใช้เป็นยาเสริมเพิ่มเติมเมื่อใช้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลดลงหรือ ไข้ขึ้นอีก แต่ยังไม่ถึงเวลาจะให้ยาพาราเซตามอลในมื้อถัดไป
        อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงเพียงพอในการป้องกันโรค คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปยังสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นล้างมือและใช้หน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกเวลาพาเด็กไปในที่ชุมชน หรือเวลาเจ็บป่วย


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ
Read More

เสริมไอโอดีนคุณแม่ เพิ่มพัฒนาการลูกน้อย


       ด้วยแนวทาง การดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ทีมแพทย์และนักวิจัยในสหรัฐ พบว่าหญิงสาวสมัยนี้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องและให้นมลูก บริโภคไอโอดีนน้อยลงกว่าระดับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
        ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลเสี่ยงต่อสุขภาพและพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย เนื่องจากไอโอดีนมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของต่อมฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งการขาดไอโอดีนนอกจากจะทำให้สมองพัฒนาไม่เต็มที่แล้ว ยังเสี่ยงทำให้เด็กเกิดภาวะความผิดปกติทางสมองได้ด้วย
        ทั้งนี้ รายงานจากสถาบันกุมารเวชแห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสาวๆ และคุณแม่ทั้งหลาย เน้นรับประทานอาหารสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็งเพราะความสะดวกมากขึ้น โดยไม่รู้เลยว่า แม้ฉลากจะบ่งบอกสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน แต่อาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีไอโอดีน ทำให้ขาดไอโอดีนโดยไม่รู้ตัว
        โดยใน 1 วัน สาวๆ ทั่วไปต้องการไอโอดีนวันละ 150 ไมโครกรัม คุณแม่ตั้งท้อง 220 ไมโครกรัม และคุณแม่ให้นมลูก 290 ไมโครกรัม ซึ่งแหล่งไอโอดีนที่ดี นอกจากยาเม็ดเสริมอาหารแล้ว ยังมีนมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารทะเล และเกลือเสริมไอโอดีน
         กระนั้น หากรับประทานไอโอดีนมากไปก็จะส่งผลร้ายต่อร่างกายมากกว่า ดังนั้นรับประทานแต่พอดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้ก็เป็นคุณแม่สุขภาพเลิศได้ไม่ยากแล้ว


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็กจาก thaihealth.or.th
Read More

เมื่อลูกชักจะทำอย่างไร

  

       เป็นธรรมดาของพ่อแม่ทุกคน ถ้าลูกของตนเองมีอาการชักเกร็งหรือชักกระตุกทั้งตัว(โรคลมบ้าหมู) คงรู้สึกตกใจ และวิตกกังวลว่าหลังจากมีอาการชักแล้ว ลูกของตนอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาเช่น ปัญญาอ่อน พิการทางสมอง หรือบางท่านอาจจะคิดว่าอาการชักอาจทำให้ลูกของท่านถึงขั้นเสียชีวิตได้
          ผศ.นพ.สุรชัย  ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ภาควิชากุมาเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า สาเหตุของอาการชักนั้นมีหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากภาวะหรือโรคบางชนิด แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือภาวะชักจากไข้ซึ่งเป็นภาวะชักที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก
          ภาวะชักจากไข้ คือการที่เด็กมีอาการชักซึ่งมักมีลักษะเป็นแบบเกร็งหรือกระตุกทั้งตัวในขณะที่มีไข้ (ซึ่งมักจะมีอุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) ภาวะนี้พบในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และพบได้บ่อยที่สุดในเด็กอายุประมาณ 1 ขวบครึ่งถึง 2 ขวบ ภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการที่สมองของเด็กเล็ก ๆ นั้นยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักมากกว่าในเด็กโต
          เมื่อลูกมีอาการชัก สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติคือ
1.      ตั้งสติ อย่าตกใจ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือลูกของท่านได้อย่างถูกต้อง
2.      ค่อย ๆ จับเด็กนอนลง ตะแคงตัวเด็ก และจับศีรษะให้ลงต่ำกว่าลำตัวเล็กน้อย เพื่อป้องกันการสำลัก
3.      ถ้าในปากลูกน้อยมีน้ำลายหรือเศษอาหารที่เห็นได้ชัด ควรเช็ดออก สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดก็คือ การล้วงหรืองัดปากด้วยวัสดุใด ๆ เพราะโอกาสที่ลูกของท่านจะกัดลิ้นขาดจากอาการชักนั้นแทบจะไม่มี แต่ในทางกลับกันการงัดปากในขณะที่มีอาการชักนั้น อาจเกิดปัญหาตามมา เช่นเกิดบาดแผลที่ปากหรือเหงือก หรือ ฟันอาจจะหักก็ได้
4.      ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินและรักษาผู้ป่วยต่อไป
          เมื่อพ่อแม่นำลูกของท่านมาถึงโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลจะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ซึ่งอาจจะต้องมีการเจาะเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุของการชัก ในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจน้ำไขสันหลัง เพื่อตรวจหาว่าเด็กมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือไม่ ซึ่งภาวะนี้สามารถทำให้เกิด อันตรายต่อสมองได้
          แต่ถ้าผลการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมแล้ว แพทย์ให้การวินิจฉัยว่า ลูกของท่านเป็นเพียงภาวะชักจากไข้ ก็ขอให้พ่อแม่สบายใจได้ระดับหนึ่งว่า ถึงแม้อาการชักจะดูน่ากลัว แต่การพยากรณ์โรคของภาวะนี้นั้นดีมาก กล่าวคือเด็กส่วนใหญ่หลังจากมีอาการชักจะมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กปกติ และมักไม่พบความผิดปกติทางด้านอารมณ์หรือพฤติกรรม จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยากันชักเพื่อรักษาภาวะนี้


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก เว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล



Read More

6 เดือน เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว



น้ำนมแม่คืออาหาร ที่ดีและวิเศษสุดของมวลมนุษย์ เป็นอาหาร แห่งความเอื้ออาทรของ แม่สู่ลูก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นศิลปะแห่งความสวยงามของชีวิต เพราะน้ำนมแม่ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกอิ่มท้องและสร้างความเจริญเติบโตด้านร่างกายของลูกได้อย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่ยังพัฒนา จิตใจของแม่และลูกได้อย่างดีเลิศ
  ทำไมต้องเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
         คุณแม่รู้หรือไม่ว่าตัวคุณแม่เองสามารถสร้างความ ฉลาดให้ลูกได้ ด้วยการให้ลูกกินนมแม่ถึง แม้ว่าความฉลาด (ไอคิว) จะขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญ 3 อย่างคือ กรรมพันธุ์จากพ่อแม่ การเลี้ยงดู และอาหาร ที่เหมาะสม แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้สมองลูกเจริญเติบโตดียิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่า
1. นมแม่มีสารไขมันที่จำเพาะสำหรับสมองทารกแรกเกิดในระยะ 6 เดือนแรก ร่างกายยังสร้างน้ำย่อยไขมันไม่ได้เต็มที่ นมแม่ก็มีน้ำย่อยไขมันมาด้วย ดังนั้นสารไขมันในนมแม่จึงถูกนำไปใช้สร้างสมองลูกได้อย่างเต็มที่ ต่างจากไขมันที่โฆษณาในนมผสม
2. นมแม่มีสารอาหารอื่นๆ กว่า 200ชนิดที่จะช่วยเสริมการพัฒนาสมองและจอประสาทตา
3. เด็กกินนมแม่สมองดี ตาเห็นได้ดี ช่วยส่งเสริม พัฒนาการมากขึ้น
4. ขณะที่ลูกกินนมแม่ ลูกจะอยู่ในอ้อมกอดของแม่ วันละอย่างน้อย 7-8 ครั้ง
5. การอุ้มลูกเป็นการช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทำให้เซลล์สมองมีการโยงใยมากขึ้น ยิ่งโยงใยมาก สมองก็ยิ่งฉลาดมาก ถ้าสัมผัสน้อย การโยงใยก็น้อยกว่า สมองส่วนนั้นก็จะฝ่อไปในที่สุด
            ทำไม 6 เดือนแรกให้นมแม่อย่างเดียว
ชื่อว่ามีหลายคนสงสัยคำแนะนำที่ผ่านมาคือ เริ่มให้อาหารเสริมลูกพร้อมนมแม่เมื่อลูกอายุ 4 เดือน แต่ปัจจุบันกลับแนะนำให้นมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือนสมัยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กินนมแม่ กินข้าวและกินกล้วย ตั้งแต่ 2 เดือน กินน้ำส้มคั้น 1เดือน คือการแสดงความรักของพ่อแม่ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2522 พบว่าควรจะกินนมแม่อย่างเดียว 4 เดือน ตอนนั้นไม่มีใครกล้าระบุ ไป4-6 เดือน
        เหตุที่ 4-6 เดือน เพราะพบเด็กที่กินนมแม่ผสมข้าว เจ็บป่วยบ่อยเมื่อเทียบกับเด็กที่กินนมล้วนๆ... เวลาผ่านไป 20 ปี องค์การอนามัยโลก ประกาศปี พ.ศ. 2545 ว่า กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะว่ามีข้อมูลการศึกษาใหม่ๆ ยืนยันว่า การให้นมแม่อย่างเดียวที่ยาวนานขึ้น มีผลดีต่อเด็กๆ มากกว่า นั่นคือลดโอกาสการเกิดโรคท้องเสีย โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ รวมทั้งส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมากกว่าด้วย
        ดังนั้น ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นว่า 6 เดือนแรกลูกกินนมแม่อย่างเดียว ลูกไม่ขาดน้ำไม่ขาดอาหาร อย่างแน่นอน ที่สำคัญเท่ากับได้เริ่มต้นสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตลูกน้อย นั่นคือ
1. ระยะ 6 เดือนแรก สมองลูกเติบโตเร็วมาก นมแม่เหมาะกับสมองที่โตเร็ว
2. ระยะ 6 เดือนแรก ทางเดินอาหารลูกยังย่อยอาหารอื่นได้ไม่ดี นมแม่ย่อยง่ายที่สุด
3. ระยะ 6 เดือนแรก ลูกยังสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ไม่ดี นมแม่มีภูมิคุ้มกันมาด้วย
4. ระยะ 6 เดือนแรก กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กนิดเดียว ยืดหยุ่นได้ไม่มาก ถ้าได้อาหารอื่น นอกจากไปแย่งที่แล้วอาหารเหล่านี้มีสารอาหารสู้นมแม่ไม่ได้
         การให้ลูกกินอาหารอื่นด้วย จะทำให้ลูกมีโอกาสเจ็บป่วยบ่อยกว่า เพราะมีโอกาสจะรับเชื้อโรคที่ปนมากับอาหารเหล่านั้นได้มาก รวมทั้งมีโอกาสแพ้โปรตีนที่ มากับนมผสมหรืออาหารอื่นด้วย และอาหารอื่นเหล่านี้ รวมถึงน้ำด้วย นอกจากจะไปแย่งที่นมแม่แล้ว ทำให้ ลูกอิ่มและดูดนมแม่น้อยลง แม่ก็จะสร้างน้ำนมได้น้อยลง และนมแม่ก็จะหมดไปในที่สุด
        นมแม่ดีอย่างไร
ภูมิคุ้มกันจากแม่ถึงลูก
       นมแม่มีภูมิคุ้มกัน มีเซลล์คอยดักจับเชื้อโรค สารย่อยสลายเชื้อโรค สารต่อต้านการติดเชื้อต่างๆ ที่ทำงาน ประสานและรวมพลังกัน นอกจากนี้ ในนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ช่วยกำจัดเชื้อโรค มีวิตามินเอและสารเร่งการเจริญเติบโต ของเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายลูกน้อย ได้ยากขึ้น ภูมิคุ้มกันเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทารกเพราะลูกวัยนี้ยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี  ปกติแล้วเด็กแรกเกิดทุกคนได้รับภูมิคุ้มกันเชื้อโรค จากแม่ผ่านทางสายสะดือ ถ้าให้ลูกกินนมแม่ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันจากนมแม่เพิ่มอีกทาง กลายเป็นสองแรงแข็งขันช่วยป้องกันลูกจากเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้น
       ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย
       นมแม่ระยะ 1 สัปดาห์แรกเป็นยอดน้ำนม เรียกว่า โคลอสตรัม หรือหัวน้ำนม เป็นน้ำนมที่มีภูมิคุ้มกันสูงสุด คุณแม่ควรให้ลูกได้กินหัวน้ำนมนี้ แม้ว่าตอนหลังจะไม่ต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ตาม เด็กที่กินนมแม่จะมีโอกาสเจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม ประมาณ 2-7 เท่า และลดโอกาสเกิดโรคลำไส้อักเสบในเด็กแรกเกิดถึง 20 เท่า ส่วนโรคอื่นๆ ก็ลดโอกาสเกิดได้ 2-5.5 เท่า เช่น โรคท้องเสีย ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ภูมิแพ้ และเบาหวาน
       ลดภูมิแพ้
        ช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต การทำงาน ของส่วนต่างๆ ยังไม่เท่าผู้ใหญ่ เยื่อบุลำไส้ยังไม่แข็งแรง น้ำย่อยอาหารยังไม่เพียงพอที่จะย่อยอาหารเหล่านี้ สารช่วยย่อยหรือสารภูมิคุ้มกันยังทำงานไม่เต็มที่  ถ้าให้ลูกกินอาหารอื่น เช่น นมผง ข้าว กล้วย ลูกก็ยังย่อยได้ไม่ดี นำไปสู่การแพ้ได้ปัจจุบันพบโรคแพ้โปรตีนนมวัวมากขึ้น หากลูกน้อยกินนมแม่เพียงอย่างเดียว จะได้โปรตีนจากนมแม่ที่จำเพาะสำหรับลูกคน ไม่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ แต่ถ้าให้ลูกกินนมผสมก็จะได้โปรตี
นนมวัว ซึ่งสำหรับร่างกาย ลูกวัย 6 เดือนแรกถือเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกาย ของลูกบอบบางไม่สามารถกำจัดออกไปได้ อาจเกิดอาการแพ้
      อารมณ์ดี อีคิวเพียบ
      การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากลูกฉลาดแล้ว ลูกอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่ร้องไห้โยเยบ่อยๆ  การให้ลูกกินนมแม่ แม่โอบกอด สัมผัสระหว่างแม่และลูก ทำให้ลูกเกิดความอบอุ่น รู้สึกถึงความรัก ที่แม่มอบให้ ลูกก็จะเกิดความสุขขึ้นในใจ เมื่อลูกมีความสุข ก็เลี้ยงง่าย ไม่โยเย ร่างกายของแม่เองก็หลั่งสารที่ทำให้แม่มีความสุข อารมณ์ดี ขณะให้นมลูก หากแม่ได้สบตา ยิ้มกับลูก ชวนลูก พูดคุย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกให้ค่อยๆ ซึมซับสิ่งที่ดีวันละเล็กละน้อย นำไปสู่การมีอารมณ์ที่ดี อิ่มอุ่นรัก ด้วยนมแม่


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน



Read More

เมนูอาหารเสริมที่ทำจากนมแม่


       หลากหลายเมนูที่คุณแม่จะปรุงอาหารให้ลูกน้อยด้วยการผสมนมแม่ลงไปในอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
1. ข้าวตุ๋นกับไข่แดง : ตุ๋นปลายข้าวให้เละ ทานพร้อมกับไข่แดงต้ม ที่ราดด้วยนมแม่แล้วผสมให้เนียนเข้ากัน
2. ฟักทองนึ่งราดนมแม่ : เอาฟักทองมานึ่งให้สุก แล้วเอานมแม่ที่อุ่นตามขั้นตอนมาผสม บดให้ละเอียด
3. ข้าวตุ๋นนมแม่ : ใช้ปลายข้าวหอมมะลิตุ๋นกับนมแม่  หรือจะตุ๋นข้าวให้นิ่มก่อน ข้าวจะร้อน แล้วเอานมแม่มาผสมคนให้เข้ากัน คล้ายๆๆโจ๊ก
4. ตับบด : ใช้ตับไก่ต้มพอสุกใส่ หอมหัวใหญ่ลงไปต้มด้วย จะได้ความหวานจากหอม อย่าให้แข็ง แล้วเอามาบดผ่านกระชอน แล้วผสมนมแม่ลงไป
5. ปลาอบซอสนมแม่ : เนื้อปลา ทาเนยโรยกลือนิดเดียว เอาเข้าเตาอบจนสุก
6. ซุปข้นไก่ : ผัดหอมใหญ่กับเนย ใส่ไก่สับ ผัดจนสุกใส่แป้งสาลีเล็กน้อย ใส่น้ำซุป และนมแม่ เคียวจนข้นและเนื่อไก่นิ่ม
7. สมูตตี้สตรอเบอรี่ : สตอเบอรี่แช่แข็ง ปั่นกับนมแม่
8. ไอติมนมแม่ : เอานมแม่ใส่พิมพ์น้ำแข็ง พอแข็งแล้วแกะออกมา ใส่กระปุกแช่ฟรีซต่อ
9. ไอติมน้ำผลไม้ : น้ำผลไม้ทีแม่คั้น ผสมนมแม่ลงไปด้วย เอามาหยอดลงในที่ทำน้ำแข็ง เข้าฟรีส ให้เขากินระหว่างมื้อ หรือ ช่วงคันฟัน ช่วยได้
10. กล้วยสมูตี้ : กล้วยสุกครูดออกมาแล้วผสมนมแม่ ถ้ากลัวจะหยาบให้ผ่านกระชอนอีกทีแล้วเอานมแม่ผสม จะใช้นมที่เย็นๆๆเลยก็ได้(อย่าเย็นจัด)
11.ซุปข้าวโพด เครื่องปรุง ข้าวโพด นมสดหรือนมแม่ เนยละลาย น้ำซุปไก่ แป้งข้าวโพด เกลือป่น
     - ข้าวโพดต้มสุกยีผ่านกระชอน หรือ ใส่เครื่องปั่น
     - นำข้าวโพด นมสดหรือนมแม่ เนยละลาย น้ำซุปไก่ และเกลือป่นเล็กน้อย ตั้งไฟอ่อน ๆ จนเดือด
     - ละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำเย็นใส่ในหม้อซุปต้มต่อจนแป้งสุกใส
     หมายเหตุ อาจดัดแปลงโดยใช้ผักอื่น เช่น ถั่วลันเตา แทนก็ได้ ใส่ไข่แดงต้มสุกเพิ่มเติม ถ้าซุปใส่อาจเติมแป้งข้าวกล้องลงไป
12.ไข่ตุ๋นหมูสับ
     - เครื่องปรุง ไข่ไก่ น้ำซุป เนื้อหมูสับละเอียด ตำลึงสับหยาบ เกลือป่น
     - ส่วนผสมมีไข่ไก่ น้ำซุป นมแม่ เนื้อหมูสับละเอียด ตำลึงสับหยาบ เกลือป่นเล็กน้อย ตีพอให้เข้ากัน (คนมากเดี๋ยวไข่เป็นรูพรุน) นำไปนึ่งประมาณ 25 นาทีจนสุก
      หมายเหตุ - อาจประยุกต์ด้วยการเติมเต้าหู้หลอดหันลูกเต๋าชิ้นเล็ก ๆ หรือผสมข้าวสวยนุ่ม ๆ ลงไปเพื่อให้ลูกได้อาหารพวกแป้งเพิ่มขึ้น


ขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
Read More
© ผู้หญิงวันนี้ All rights reserved | Theme Designed by Seo Blogger Templates